หลายท่านถามมาว่า เบกกิ้งโซดา ที่ส่วนใหญ่แล้วใช้ผสมน้ำเพื่อทำความสะอาดผลิตภัณฑ์ที่เป็นโลหะต่างๆ นั้นเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ทำเค็ก ใช้ล้างผักหรือเปล่า หากใช่ แล้วจะมีอันตรายอะไรหรือไม่? วันนี้เลยนำข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์มานำเสนอแก่สมาชิกให้ได้อ่านกัน
ผงฟู (Baking Powder) ประกอบด้วย โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) และสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ครีมทาร์ทาร์ (cream of tartar, เป็นผลึกผงสีขาวทำมาจากกรดในลูกองุ่น) , โซเดียม แอซิด ไพโรฟอสเฟต (sodium acid pyrophosphate, กรดเกลือของกรด) และส่วนที่เป็นแป้งข้าวโพดเพื่อป้องกันไม่ให้สารทั้งสองสัมผัสกันโดยตรง เมื่อผงฟูโดนน้ำจะทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี เกิดเป็น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ขนมฟู ซึ่งเป็นแบบกำลังหนึ่ง ส่วนแบบกำลังสองจะมีกรด 2 ตัว และจะมีก๊าซเกิดขึ้น 2 ช่วง ในช่วงการผสมและการอบ (ผงฟูมี 2 ชนิด คือผงฟูกำลัง 1 กับผงฟูกำลัง 2) มีส่วนช่วยให้ขนมขึ้นฟูเหมือนกับเบกกิ้งโซดา แต่มีความเข้มข้นน้อยกว่า 2 เท่า ผงฟูมีส่วนผสมของเบกกิ้งโซดาและแป้งข้าวโพด นิยมนำมาผสมทำเป็นเค็กเนย เค็กชิฟฟอน
ผงฟู และเบกกิ้งโซดา ใช้งานเหมือนกันและสามารถทดแทนกันได้ หากสูตรทำขนมใดที่ระบุว่าใช้เบกกิ้งโซดา ก็สามารถใช้ผงฟูทดแทนกันได้กรณีไม่มีเบกกิ้งโซดา โดยที่เบกกิ้งโซดาจะมีความเข้มข้นมากกว่าผงฟู 2 เท่า เช่นหากมีระบุว่า ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อน ก็สามารถทดแทนโดยใช้ผงฟู 2 ช้อนได้ หรือหากให้ใช้ผงฟู 1 ช้อน ก็สามารถทดแทนด้วยเบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนได้ แต่เบกกิ้งโซดานั้น หากใส่ในอาหารมากก็จะทำให้รสชาดอาหารเฝื่อน และอาจมีกลิ่นเบกกิ้งโซดามากจนทำให้เสียรสชาดและกลิ่นของขนมอบ
เบกกิ้งโซดานั้นนอกจากจะนำไปผสมทำเค็กและขนมเพื่อให้ฟูแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ทำความสะอาดอุปกรณ์โลหะ และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านเรือนได้ดีอีกด้วย โดยผสมกับน้ำเพื่อเจือจางเล็กน้อยแล้วนำไปล้างคราบชา กาแฟในภาชนะที่เป็นโลหะ และทำความสะอาดล้างคราบต่างๆ ได้ดี อีกทั้งสามารถนำไปผสมน้ำเพื่อล้างผักให้สะอาด ด้วยสูตร เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 10 ลิตร สำหรับแช่ผัก และผลไม้ นาน 10-10 นาที แล้วล้างน้ำเปล่าอีกครั้ง สามารถลดสารพิษในผักและผลไม้ที่เป็นสารเคลือบต่างๆ ตามผิวผัก ผลไม้ได้ดีประมาณ 90% เลยทีเดียว

หวังว่าเรื่องเบกกิ้งโซดา คงเป็นประโยชน์ไม่น้อย
ขอบคุณนิตยสาร Gourmet & Cuisine / ชีวจิต / wikipedia สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์
