<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เกษตรปลอดสารพิษ ออแกนิคส์ แบบพอเพียง</title>
	<atom:link href="http://www.kasetorganics.org/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.kasetorganics.org</link>
	<description>ข้อมูลการเกษตรไร้สารพิษ การทำเกษตรปลอดสารพิษ ผักไร้สาร ผักปลอดสารพิษ เกษตรออแกนิคส์ แบบพอเพียง</description>
	<lastBuildDate>Fri, 11 May 2012 05:52:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>โทงเทง สมุนไพรไทย ข้างถนน</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 May 2012 05:48:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[organic molecules]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกพืชผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ผักไร้สารพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพรข้างถนน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=211</guid>
		<description><![CDATA[โทงเทง สมุนไพรไทยข้างถนน ใครยังจำได้บ้าง ต้นไม้ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็น หญ้าข้างทาง หลายท่านอาจมองผ่านเลยไป แต่หลายท่านก็หันมาสนใจ เคยลองมองดูข้างๆ ถนนบ้างหรือเปล่าว่ามีสมุนไพรข้างถนนที่น่าสนใจอยู่อีกหลายต่อหลายอย่าง ถ้าสนใจก็ลองหันมาดูบทความต่อไปนี้เลย เพราะบางทีอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านอย่างมากมายก็ได้ ซึ่งบทความนี้เก็บตกมาจากเว็บเกษตรพอเพียง ซึ่งคุณ konthain(นพ) เป็นผู้รวบรวมและเรียบเรียจากตำราต่างๆ ที่พอจะหาได้มาเล่าสู่กันฟัง ท่านว่าบทความต่อไปนี้ หากเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านท่านใด ก็ขอให้ได้ใช้ประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วยด้วยความเมตตา เพราะเมตตาเท่านั้นที่จะคุ้มครองโลก และขอให้ได้แจกจ่ายความรู้นี้เป็นวิทยาทานด้วย อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนักเลย (ซึ่งผมก็นำมาหวังที่จะให้หลายๆ ท่านที่พลาด ได้อ่านกันอีกทางหนึ่ง โดยไม่หวังสิ่งใดๆ ตอบแทน) ไม่ว่าท่านจะเดินไปในที่ไหนๆ ที่รกร้างว่างเปล่า ที่แฉะๆ ชื้นๆ ตามซอกตามตรอก ตามหมู่บ้านตามดงหญ้า ถ้าจะสังเกตให้ดี ก็จะพบว่าเจ้าต้นโทงเทงนี้ขึ้นไปทุกหนทุกแห่ง บางท่านอาจจะไม่คุ้นหูกับชื่อนี้ก็ได้ ยังมีชื่อเรียกกันอีกเยอะแยะ ดังต่อไปนี้ ชื่อในประเทศไทย : โทงเทง โคมจีน เผาะแผะ ทุ้งทิ้ง มะก่องเช้า ตุ้งติ้ง ต็งอั้งเช้า ทุงทิง โคมญี่ปุ่น ชื่อในประเทศจีน : ซึงเจี่ย อั้งโกวเนี้ย กิมเต็งลั้ง เต็งอั้งเช้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โทงเทง <a href="http://www.kasetorganic.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">สมุนไพรไทย</a>ข้างถนน ใครยังจำได้บ้าง ต้นไม้ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็น หญ้าข้างทาง หลายท่านอาจมองผ่านเลยไป แต่หลายท่านก็หันมาสนใจ เคยลองมองดูข้างๆ ถนนบ้างหรือเปล่าว่ามี<strong>สมุนไพรข้างถนน</strong>ที่น่าสนใจอยู่อีกหลายต่อหลายอย่าง<span id="more-211"></span> ถ้าสนใจก็ลองหันมาดูบทความต่อไปนี้เลย</p>
<p>เพราะบางทีอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านอย่างมากมายก็ได้ ซึ่งบทความนี้เก็บตกมาจากเว็บเกษตรพอเพียง ซึ่งคุณ konthain(นพ) เป็นผู้รวบรวมและเรียบเรียจากตำราต่างๆ ที่พอจะหาได้มาเล่าสู่กันฟัง ท่านว่าบทความต่อไปนี้ หากเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านท่านใด ก็ขอให้ได้ใช้ประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วยด้วยความเมตตา เพราะเมตตาเท่านั้นที่จะคุ้มครองโลก และขอให้ได้แจกจ่ายความรู้นี้เป็นวิทยาทานด้วย อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนักเลย (ซึ่งผมก็นำมาหวังที่จะให้หลายๆ ท่านที่พลาด ได้อ่านกันอีกทางหนึ่ง โดยไม่หวังสิ่งใดๆ ตอบแทน)</p>
<p>ไม่ว่าท่านจะเดินไปในที่ไหนๆ ที่รกร้างว่างเปล่า ที่แฉะๆ ชื้นๆ ตามซอกตามตรอก ตามหมู่บ้านตามดงหญ้า ถ้าจะสังเกตให้ดี ก็จะพบว่าเจ้าต้นโทงเทงนี้ขึ้นไปทุกหนทุกแห่ง บางท่านอาจจะไม่คุ้นหูกับชื่อนี้ก็ได้ ยังมีชื่อเรียกกันอีกเยอะแยะ ดังต่อไปนี้</p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/05/DSC048921.jpg" alt="โทงเทง สมุนไพรไทย ข้างถนน" title="โทงเทง สมุนไพรไทย ข้างถนน" width="500" height="331" class="aligncenter size-full wp-image-212" /></p>
<p>ชื่อในประเทศไทย : โทงเทง โคมจีน เผาะแผะ ทุ้งทิ้ง มะก่องเช้า ตุ้งติ้ง ต็งอั้งเช้า ทุงทิง โคมญี่ปุ่น<br />
ชื่อในประเทศจีน : ซึงเจี่ย อั้งโกวเนี้ย กิมเต็งลั้ง เต็งอั้งเช้า อ้วงบ๊อจู หลกซิ้งจู เทียงผาเช้า ขั่วกิมเต็ง<br />
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : ไฟซาลิส มินิน่า (Physalis minima Linn) วงศ์ไซลานาซิอี้ (Solanaceae)</p>
<p><strong>ลักษณะทั่วไปของต้นโทงเทง</strong></p>
<p>เป็นสมุนไพรเล็กๆ จำพวกหญ้า ต้นสูงประมาณครึ่งฟุต ถึง 2 ฟุต ใบกลมคล้ายใบพิมเสน แต่เล็กกว่าและบางกว่ามาก ดอกสีเหลือง ผลกลมพองเหมือนโคมจีนปลายแหลม โตประมาณเท่าลูกพุทร้าเขื่องๆ งามน่าดู มีขึ้นอยู่ตามที่ชุ่มชื้น และรกร้างว่างเปล่าทั่วๆ ไป คนจีนนิยมปลูกกันตามสวนยาจีน และนิยมใช้กันมาก เพราะรู้สรรพคุณดี สำหรับไทยเราไม่ค่อยมีใครนิยมกันนัก</p>
<p><strong>ต้นโทงเทง ประโยชน์ที่ใช้ทางยา</strong></p>
<ul>
<li>ใช้ทั้งต้นตำละลายกับเหล้า เอาสำลีชุบน้ำยาอมไว้ข้างๆ แก้มและค่อยๆ กลืนน้ำยาผ่านลำคอทีละน้อยๆ แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ฝีในคอ (แซง้อ) และ แก้คออักเสบวิเศษนัก สำหรับท่านที่ไม่ดื่มสุรา จะใช้น้ำส้มสายชูแทนได้เป็นอย่างดี และได้ผลอย่างเดียวกัน</li>
<li>ใช้ภายใน แก้ร้อนใน กระหายน้ำวิเศษ</li>
<li>ใช้ภายนอก แก้ฟกบวม อักเสบ ทำให้เย็น</li>
<li>จากตำราจีน “ซีกเองตงเช่าเอียะฉิ่วแฉะ” (หรือคู่มือสมุนไพรจีน ฉบับปฏิบัติ) กล่าวว่าขนาดใช้ ใช้ 2สลึง ถึง 3 สลึง ต้มกินแก้โรคต่อไปนี้ได้ดี
<ol>
<li>หลอดลมอักเสบอย่างแรง ไอ หอบ ใช้โทงเทงกับเปลือกส้มจีนแห้งหรือตั้งพ๊วยอย่างละ 2 สลึง ต้มกินก็จะหาย</li>
<li>หลอดอาหารอักเสบอย่างแรงจนคอบวมแดง กับเป็นแผลเน่า เป็นฝี ปัจจุบันนี้มียาแผนปัจจุบันใช้กันแล้ว แต่ถ้าไม่มี ให้ใช้โทงเทง กับเลี่ยงเคี้ยว (มีขายตามร้านขายยาจีน) อย่างละ 1 สลึง กับ 5 หุน (5 หุน เท่ากับ ½ สลึง) ชะเอม 1 สลึง ต้มกินก็จะหาย หรือจะใช้โทงเทง แต่อย่างเดียวชงน้ำดื่มอย่างชา ก็จะมีผลเช่นกัน</li>
<li>ฝีอักเสบมีพิษ ใช้สดๆ ตำให้แหลกพอก หรือถ้ามีแผลด้วย ก็เอาต้มน้ำชำระด้วย</li>
</ol>
</li>
<li>จากตำรา “ซีกเองตงเอียะฉิ่วแฉะ” (หรือคู่มือยาจีน ฉบับปฏิบัติ) กล่าวว่า โรคช่องปากอักเสบ ลิ้นอักเสบ น้ำปัสสาวะเป็นสีเหลือง ใช้โทงเทงอิงถิ่น และชะเอม อย่างละ 2 สลึง ต้มกินก็หาย</li>
<li>จากตำราสมุนไพรจีนอีกเล่มหนึ่งชื่อ “หิ่งต่อซีกเองตงเอียะ” กล่าวว่า หลอดลมอักเสบอย่างแรง ไออย่างแรง คอเจ็บ โรคเสียงแหบต่างๆ ใช้โทงเทง 6 กรัม ชะเอม 3 กรัม ‘ไต้ลักจื้อ’ 5 กรัม ‘อัวน่ำจื้อ’ 5 กรัม ‘เบ๊ปวก’ 1 กรัม ‘ง๊วงเซียม’ 5 กรัม น้ำ 500 ซี.ซี. ต้มให้เหลือ 200 ซี.ซี. กินวันละ 3 หนก็หาย</li>
</ul>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/05/tongteng.jpg" alt="โทงเทง สมุนไพร ข้างถนน" title="โทงเทง สมุนไพร ข้างถนน" width="400" height="266" class="aligncenter size-full wp-image-215" /></p>
<p>หลักฐานที่ใช้อ้างอิงในการรวบรวม และเรียบเรียงเกี่ยวกับต้นโทงเทง</p>
<ul>
<li>ตำราไม้เทศเมืองไทย ของอาจารย์เสงี่ยม พงศ์บุญรอด</li>
<li>ซีกเองตงเอียะฉิ่วแฉะ (คู่มือยาจีน ฉบับปฏิบัติ)</li>
<li>ซีกเองตงเช่าเอียะฉิ่วแฉะ (คู่มือสมุนไพรจีน ฉบับปฏิบัติ)</li>
<li>หิ่งต่อซีกเองตงเอียะ</li>
</ul>
<p>จึงขอขอบคุณท่านเจ้าของตำราเหล่านี้มา ณ โอกาสนี้ด้วย</p>
<p><em>หมายเหตุ</em></p>
<p>ทางกอง บก. ได้รับจดหมายพร้อมข้อเขียนเรื่อง “โทงเทง-สมุนไพรข้างถนน” กับ “มะระ-ยาในครัวเรือน” จาก ร.อ.ยิ่งวัฒนา บัวเพชร์ ผู้ช่วยสัสดี จังหวัดพัทลุง ทางเราเห็นว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านได้บ้าง จึงได้นำลงคอลัมน์ “สมุนไพร” นี้ และเราได้ช่วยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลรายงานทางคลินิกของ โทงเทง ประกอบมากับบทความนี้ด้วย เราขอขอบคุณ ร.อ.ยิ่งวัฒนา บัวเพชร์ มา ณ โอกาสนี้ และขอเชิญชวนท่านผู้อ่านได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสมุนไพร มาร่วมสนุกกับเราด้วยนะครับ ..(ชัยโย) </p>
<p><em>เพิ่มเติม เรื่องโทงเทง</em></p>
<p>ผลรายงานทางคลินิก (จากหนังสือ พจนานุกรมสมุนไพรจีน ฉบับสมบูรณ์)</p>
<ul>
<li>แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ใช้ทั้งต้นแห้งหนัก 500 กรัม ผสมน้ำเชื่อมให้มีปริมาณ 500 ซี.ซี. รับประทานครั้งละ 50 ซี.ซี. วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร 10 วัน เป็น 1 รอบของการรักษา กินติดต่อกัน 3 รอบ แต่ละรอบพัก 3 วัน จากการรักษาคนไข้ 50 ราย ได้ผล 39 ราย อาการดีขึ้น 10 ราย ไม่เห็นผล 1 รายจากการรักษาโรคไอมีเสมหะ หอบ หืด ได้ผลค่อนข้างดี ระยะเวลาของการรักษาโดยเฉลี่ย 3-6 วัน ยกเว้น 1 ราย ที่รักษาถึง 20 วัน ในระหว่างการรักษาคนไข้บางคน มีอาการรู้สึกใจคอ ไม่ค่อยดี อึดอัด เวียนหัว นอนไม่หลับ เหล่านี้เป็นอาการข้างเคียงของยานี้ หลังจากรักษา 1-5 วัน อาการเหล่านี้ ก็จะหายไปเอง มีคนไข้รายหนึ่ง กินต้นนี้สดๆ หนัก 750 กรัมในเวลา 2 วัน ก็ไม่ปรากฏอาการเป็นพิษแต่อย่างใด</li>
<li>แก้ดีซ่าน ใช้ทั้งต้น 2 ต้น ต้มน้ำ คั้นเอาน้ำข้นๆ มาผสมน้ำตาลพอสมควร ให้รับประทานวันละ 2-3 ครั้ง บางคนรับประทาน 10-15 ครั้ง ก็หายตัวเหลือง</li>
<li>แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ต้นนี้สดๆ (หรืออย่างแห้งก็ใช้ได้) 3 หัว แผ่น ฝักชุบน้ำตาล 2 แผ่น ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือครึ่งถ้วย รับประทานครั้งเดียวหมด เด็กก็รับประทานลดลงตามส่วน จากการรักษาคนไข้ร้อยกว่าราย บางคนรับประทาน 4-10 ครั้งก็หาย บางคนรับประทานติดต่อกันถึง 2 เดือนจึงหาย</li>
</ul>
<p>แหล่งที่มาข้อมูล : http://doctor.or.th/node/5235 / http://www.kasetporpeang.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/%e0%b9%82%e0%b8%97%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%87-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พืชมงคล ประตูสู่การเกษตร</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 May 2012 01:40:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[food rules]]></category>
		<category><![CDATA[organic molecules]]></category>
		<category><![CDATA[organic thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=207</guid>
		<description><![CDATA[หากเอ่ยถึงวันพืชมงคล หลายท่านต้องนึกถึง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกว่า พิธีแรกนา ซึ่งพิธีนี้ จัดเป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน แต่จะมอบอาญาสิทธิให้โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญแทนพระองค์ และมิได้ถือว่าเป็นพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นแต่เมื่อมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร สถานที่ประกอบพิธีในตอนแรกๆ จึงไม่ตายตัว แล้วแต่จะทรงกำหนดให้ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้น &#8220;พระราชพิธีพืชมงคล&#8221; จึงได้เริ่มมีขึ้นแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า &#8220;พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ&#8221; พิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คือการอาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้ง นับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามในพระพุทธศาสนา พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ เป็นการบูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์ สรุปแล้ว พิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้ว่าพิธีแรกนามุ่งหมายที่จะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยที่มีมาแต่ช้านานสืบมาจนปัจจุบันยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย วันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หากเอ่ยถึงวันพืชมงคล หลายท่านต้องนึกถึง พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกว่า <strong>พิธีแรกนา</strong> ซึ่งพิธีนี้ จัดเป็นพระราชพิธีที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งในสมัยนั้นพระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถนาเอง เป็นแต่เพียงเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีเท่านั้น<span id="more-207"></span> ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธาน แต่จะมอบอาญาสิทธิให้โดยทรงทำเหมือนอย่างออกอำนาจจากกษัตริย์ และจะทรงจำศีลเงียบ 3 วัน ซึ่งวิธีนี้ได้ใช้ตลอดมาถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา </p>
<p>ต่อมาสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ 1 ได้โปรดให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีแรกนาขวัญแทนพระองค์ และมิได้ถือว่าเป็นพิธีหน้าพระที่นั่ง เว้นแต่เมื่อมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร สถานที่ประกอบพิธีในตอนแรกๆ จึงไม่ตายตัว แล้วแต่จะทรงกำหนดให้ ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดมีพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธีต่างๆ ทุกพิธี ดังนั้น &#8220;พระราชพิธีพืชมงคล&#8221; จึงได้เริ่มมีขึ้นแต่บัดนั้นมา โดยได้จัดรวมกับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และมีชื่อเรียกรวมกันว่า &#8220;พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ&#8221;</p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/05/royal-ploughing-caremony-day.jpg" alt="พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ royal-ploughing-caremony-day" title="พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ royal-ploughing-caremony-day" width="450" height="294" class="aligncenter size-full wp-image-208" /></p>
<p><strong>พิธีพืชมงคล</strong>  เป็นพิธีสงฆ์ที่กระทำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คือการอาศัยคำอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นที่ตั้ง นับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามในพระพุทธศาสนา<br />
<strong>พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ</strong> อันเป็นพิธีพราหมณ์ เป็นการบูชาเซ่นสรวงตามที่มาทางไสยศาสตร์</p>
<p>สรุปแล้ว <strong>พิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ</strong> ความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้ว่าพิธีแรกนามุ่งหมายที่จะให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎร เพื่อชักนำให้มีความมั่นใจในการทำนา อันเป็นอาชีพหลักที่สำคัญของคนไทยที่มีมาแต่ช้านานสืบมาจนปัจจุบันยังคงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซึ่งมีการทำนาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสำคัญแก่ชีวิตความเป็นอยู่และการเศรษฐกิจของประเทศทุกสมัย</p>
<p>วันประกอบพิธีนั้น ต้องเป็นวันที่ดีที่สุดของแต่ละปี ประกอบด้วย ขึ้น แรม ฤกษ์ยาม ให้ได้วันอันเป็นอุดมฤกษ์ตามตำราโหราศาสตร์ แต่ต้องอยู่ในระหว่างเดือน 6 เพราะเดือนนี้เริ่มจะเข้าฤดูฝน เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา จะได้เตรียมทำนา เมื่อโหรหลวงคำนวณได้วันอุดมมงคลพระฤกษ์ ที่จะประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแล้ว สำนักพระราชวังจะได้ลงไว้ในปฏิทินหลวง ที่พระราชทานในวันขึ้นปีใหม่ทุกปี และได้กำหนดไว้ว่าวันใดเป็นวันพืชมงคล วันใดเป็นวันจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ</p>
<p>พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญแต่เดิมมาทำที่ทุ่งนาพญาไท เมื่อได้มีการฟื้นฟูพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญขึ้นใหม่ จึงจัดให้มีขึ้นที่ท้องสนามหลวง ทั้งนี้ วันแรกนาขวัญเป็นวันสำคัญของชาติ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หยุดราชการ 1 วัน และมีประกาศให้ชักธงชาติตามระเบียบทางราชการ</p>
<p>ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 9 พฤศภาคม 2555</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%95%e0%b8%a3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ม่อนยาป่าแดด สมุนไพรไทย</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 18 Apr 2012 02:44:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผักปลอดสารพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=203</guid>
		<description><![CDATA[หากจะเอ่ยถึงสมุนไพรไทย ก็ถือเป็นภูมิปัญญาอยู่คู่คนไทยมาแสนนานตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่ยิ่งนานดูเหมือนความรู้เรื่องสมุนไพรไทย จะค่อยๆ จางหายไปจากคนไทย ถ้าถามว่า แผลเลือดไหลจะใช้สมุนไพรอะไรดี คงมีน้อยคนที่จะตอบได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เป็นเพราะการแพทย์สมัยใหม่พัฒนาไปไกลจนบางทีก็ทำให้สมุนไพรถูกหลงลืมไป เรื่องดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์สมุนไพรจากป่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เมื่อไม่นานมานี้ ในเวทีสัมมนาวิชาการ &#8220;ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร?&#8221; ที่จัดโดยเครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอ พื้นบ้าน 4 ภาค มูลนิธิสุขภาพไทย และแผนงานสร้างเสริมระบบสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับ สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ก็มีการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องดังกล่าว การอนุรักษ์ทรัพยากรพืชพันธ์สมุนไพร เริ่มมีคนหลายกลุ่ม หลายชุมชน หลายตำบล หลายอำเภอ และหลายจังหวัด ร่วมมือร่วมใจกันปลูกพืชสมุนไพร เช่น กลุ่มเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จ.เชียงราย ดึงศักยภาพของหมอพื้นบ้านในชุมชนออกมา และชักนำความคิดของคนในชุมชนให้หันมาเห็นความสำคัญและปลูกพืชสมุนไพร กระตุ้นให้เกิดการบริโภคสมุนไพร น.ส.พะยอม ดีน้อย ตัวแทนเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จังหวัดเชียงราย ยอมรับว่า บางพื้นที่ก็แห้งแล้งทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการปลูกพืชสมุนไพร แต่จากการที่คนในชุมชนร่วมกันสำรวจม่อนยาป่าแดด ตั้งแต่ปี 2550 พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นม่อน ในภาษาเหนือ หรือเป็นดอย เขา ทำให้มีธาตุดินที่สมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่จะช่วยกันคัดเลือกพันธุ์สมุนไพรที่จะปลูกป่าสมุนไพร ให้เหมาะสมกับพื้นที่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หากจะเอ่ยถึงสมุนไพรไทย ก็ถือเป็นภูมิปัญญาอยู่คู่คนไทยมาแสนนานตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่ยิ่งนานดูเหมือนความรู้เรื่องสมุนไพรไทย จะค่อยๆ จางหายไปจากคนไทย ถ้าถามว่า แผลเลือดไหลจะใช้สมุนไพรอะไรดี คงมีน้อยคนที่จะตอบได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่<span id="more-203"></span> เป็นเพราะการแพทย์สมัยใหม่พัฒนาไปไกลจนบางทีก็ทำให้สมุนไพรถูกหลงลืมไป</p>
<p>เรื่องดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มอนุรักษ์สมุนไพรจากป่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก เมื่อไม่นานมานี้ ในเวทีสัมมนาวิชาการ &#8220;ร่วมอนุรักษ์และปลูกป่าสมุนไพรให้ยั่งยืนได้อย่างไร?&#8221; ที่จัดโดยเครือข่ายสุขภาพวิถีไทย เครือข่ายหมอ พื้นบ้าน 4 ภาค มูลนิธิสุขภาพไทย และแผนงานสร้างเสริมระบบสุขภาพชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับ สนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ก็มีการร่วมแลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องดังกล่าว</p>
<p>การอนุรักษ์ทรัพยากรพืชพันธ์สมุนไพร เริ่มมีคนหลายกลุ่ม หลายชุมชน หลายตำบล หลายอำเภอ และหลายจังหวัด ร่วมมือร่วมใจกันปลูกพืชสมุนไพร เช่น กลุ่มเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จ.เชียงราย ดึงศักยภาพของหมอพื้นบ้านในชุมชนออกมา และชักนำความคิดของคนในชุมชนให้หันมาเห็นความสำคัญและปลูกพืชสมุนไพร กระตุ้นให้เกิดการบริโภคสมุนไพร</p>
<p>น.ส.พะยอม ดีน้อย ตัวแทนเครือข่ายรักษ์ม่อนยาป่าแดด จังหวัดเชียงราย ยอมรับว่า บางพื้นที่ก็แห้งแล้งทำให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการปลูกพืชสมุนไพร แต่จากการที่คนในชุมชนร่วมกันสำรวจม่อนยาป่าแดด ตั้งแต่ปี 2550 พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นม่อน ในภาษาเหนือ หรือเป็นดอย เขา ทำให้มีธาตุดินที่สมบูรณ์ที่สุด ก่อนที่จะช่วยกันคัดเลือกพันธุ์สมุนไพรที่จะปลูกป่าสมุนไพร ให้เหมาะสมกับพื้นที่</p>
<p>&#8220;ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า คนในชนบท ยังมีการใช้สมุนไพรอยู่มากกว่า ร้อยละ 80 และเมื่อลงพื้นที่เพื่อสำรวจการใช้สมุนไพรก็พบว่า คนในชุมชนยังพึ่งหมอยา ใช้สมุนไพรก่อนยาแผนปัจจุบัน&#8221; น.ส.พะยอม ขยายภาพให้ชัดเจน</p>
<p>เมื่อดูข้อมูลจากนักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้ ดร.อุษา กลิ่นหอม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มองว่า แม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 แต่การสนับสนุนยังไม่เต็มที่เท่าพืชเศรษฐกิจ และสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ สมุนไพรป่าเสี่ยงที่จะสูญพันธ์มาก ทั้งจากการบุกรุกป่าและการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น จากการสำรวจป่าสมุนไพรที่ภูผากูด พบว่าสมุนไพรเริ่มสูญพันธุ์เกือบ 80 ชนิด เช่น กระจ้อนเน่า ยางโดน ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ชาวบ้านใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน</p>
<p>สำหรับบทบาทของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งดูเรื่องการผลิตสมุนไพรให้ได้ปริมาณและคุณภาพดีเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคในทุก ภาคส่วน นางสุภัทรา ชวประดิษฐ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชสมุนไพร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การส่งเสริมให้เกิดการขยาย พืชสมุนไพร จนถึงการ กระจายการผลิต ถือเป็นบทบาทของกรม และจากการเก็บผลสำรวจชนิด ของสมุนไพร พบว่ามีกว่า 4,000 ชนิด มีการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ตามตำรับยาต่างๆ ที่ขึ้นทะเบียนกว่า 900 ชนิด ขณะที่สมุนไพรที่นิยมปลูกกันมีเพียง 53 ชนิด ส่วนสมุนไพรที่เหลือในการมาทำประโยชน์ก็เก็บได้จากป่า และส่วนหนึ่งมีการนำเข้าจากต่างประเทศ</p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/04/mon-herb.jpg" alt="ม่อนยาป่าแดด  ขุมทรัพย์สมุนไพรไทย" title="ม่อนยาป่าแดด  ขุมทรัพย์สมุนไพรไทย" width="360" height="270" class="aligncenter size-full wp-image-205" /></p>
<p>จากฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรปี 2553 ของกรมส่งเสริมการเกษตร มีเกษตรกรที่ปลูกพืชสมุนไพร 11,192 ครัวเรือน มีเนื้อที่ปลูกพืชสมุนไพร 53 ชนิด โดยพืชสมุนไพรที่มีการปลูกเชิงการค้า ได้แก่ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร บัวบก ว่านหางจระเข้ พริกไทย และไพล เป็นต้น</p>
<p>สมุนไพรมีจำนวนมาก แต่ที่นิยมมีเพียงไม่กี่ชนิด ทำให้สมุนไพรจำนวนหนึ่งเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เช่น ฮ่อสะพายควาย มีการใช้ในปริมาณน้อย ในอนาคตก็อาจจะสูญพันธุ์ ได้ หรือสมุนไพรบางอย่างเช่น รากย่านาง รากคนทา รากมะเดื่อชุมพร รากชิงชี่ รากท้าวยายม่อม และอัคคีทวาร ก็มีข้อจำกัดในการปลูก ใช้เวลาใน การเพาะพันธุ์นาน บางชนิดก็เป็นสมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติ แน่นอนว่าหากปล่อยย่อมสูญพันธุ์อย่างแน่นอน วิธีการที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับคนในชุมชนจะต้องเป็นผู้อนุรักษ์ ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชนเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนภาครัฐต้องให้ความรู้และเชื่อมโยงตลาด และประโยชน์สุดท้ายก็ จะคืนกลับสู่ชุมชน</p>
<p>แม้สมุนไพรจะไม่ใช่พืชหลักที่ทำรายได้สูง แต่ประโยชน์ของสมุนไพรถือว่าหาค่าไม่ได้ และบ่อยครั้งที่การคิดค้นยาสมัยใหม่ก็เกิดจากการสกัดมาจากสมุนไพร หากคนไทยไม่ช่วยกันอนุรักษ์และช่วย กันต่อยอดพัฒนา ก็น่าเสียดายมรดกทางปัญญาของเราอย่าง <a href="http://www.kasetorganic.com/category/%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2">พืชสมุนไพรไทย</a> </p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%94-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รอง​เท้านารี ดอยตุง ยอด​เยี่ยม</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e2%80%8b%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e2%80%8b%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Apr 2012 02:01:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[กล้วยไม้]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยไม้ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วยไม้ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ดอกกล้วยไม้]]></category>
		<category><![CDATA[รองเท้านารี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=196</guid>
		<description><![CDATA[คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา ​ผู้อำนวย​การบริหาร​โครง​การพัฒนาดอยตุงฯ ​เปิด​เผยว่า ​ในช่วงงานมหกรรมพืชสวน​โลก​เฉลิมพระ​เกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ณ สวน​เฉลิมพระ​เกียรติฯ ต.​แม่​เหียะ อ.​เมือง จ.​เชียง​ใหม่ ทาง​โครง​การพัฒนาดอยตุงฯ​ ได้ส่งกล้วย​ไม้​เข้าประกวดตลอดช่วง​เวลา 3 ​เดือนที่มี​การจัดงาน​และ​ในสัปดาห์ที่ 12 ​เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ผลปรากฏว่า กล้วย​ไม้ รอง​เท้านารี​เหลือง​เลย (Paphiopedilum hirsutissimum) สามารถคว้ารางวัลยอด​เยี่ยมของงาน ​ซึ่งนับ​เป็นอีกหนึ่งรางวัลที่​โครง​การพัฒนาดอยตุงฯ ภูมิ​ใจ ​เพราะนอกจากจะ​เป็นกล้วย​ไม้พันธุ์ที่หายาก​และกำลังจะสูญพันธุ์​แล้ว ทาง​โครง​การฯ ยังมี​การดู​แล ​และส่ง​เสริมพัฒนาสายพันธุ์​ให้กล้วย​ไม้ ​เพื่อ​ให้รอง​เท้านารี อยู่คู่กับดอยตุงตลอด​ไป รองเท้านารีดอยตุง เป็นกล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารี ค้นพบโดย Mr.R.Moore ในปี ค.ศ. 1893 ในประเทศพม่า มีการกระจายพันธุ์ในแถบรัฐฉาน ประเทศพม่ารวมถึงประเทศไทยที่มีอาณาเขตติดกัน และในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน รองเท้านารีดอยตุงออกดอกในช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม แหล่งที่พบกล้วยไม้ชนิดนี้ พบอยู่ตามภูเขาหินปูน โดยขึ้นอยู่สูง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา ​ผู้อำนวย​การบริหาร​โครง​การพัฒนาดอยตุงฯ ​เปิด​เผยว่า ​ในช่วงงานมหกรรมพืชสวน​โลก​เฉลิมพระ​เกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ณ สวน​เฉลิมพระ​เกียรติฯ ต.​แม่​เหียะ อ.​เมือง จ.​เชียง​ใหม่ ทาง​โครง​การพัฒนาดอยตุงฯ​<span id="more-196"></span> ได้ส่งกล้วย​ไม้​เข้าประกวดตลอดช่วง​เวลา 3 ​เดือนที่มี​การจัดงาน​และ​ในสัปดาห์ที่ 12 ​เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555</p>
<p>ผลปรากฏว่า กล้วย​ไม้ รอง​เท้านารี​เหลือง​เลย (Paphiopedilum hirsutissimum) สามารถคว้ารางวัลยอด​เยี่ยมของงาน ​ซึ่งนับ​เป็นอีกหนึ่งรางวัลที่​โครง​การพัฒนาดอยตุงฯ ภูมิ​ใจ ​เพราะนอกจากจะ​เป็นกล้วย​ไม้พันธุ์ที่หายาก​และกำลังจะสูญพันธุ์​แล้ว ทาง​โครง​การฯ ยังมี​การดู​แล ​และส่ง​เสริมพัฒนาสายพันธุ์​ให้กล้วย​ไม้ ​เพื่อ​ให้รอง​เท้านารี อยู่คู่กับดอยตุงตลอด​ไป</p>
<p><strong>รองเท้านารีดอยตุง</strong> เป็นกล้วยไม้ในสกุลรองเท้านารี ค้นพบโดย Mr.R.Moore ในปี ค.ศ. 1893 ในประเทศพม่า มีการกระจายพันธุ์ในแถบรัฐฉาน ประเทศพม่ารวมถึงประเทศไทยที่มีอาณาเขตติดกัน และในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน รองเท้านารีดอยตุงออกดอกในช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม</p>
<p><strong>แหล่งที่พบกล้วยไม้ชนิดนี้</strong> พบอยู่ตามภูเขาหินปูน โดยขึ้นอยู่สูง 1,200–1,600 เมตร จากระดับน้ำทะเล ตามรอยแยกของหินที่มีลักษณะเป็นแอ่งเล็กๆ ปกคลุมไปด้วยมอสส์ โดยได้รับแสงค่อนข้างมาก แต่ไม่สัมผัสแสงอาทิตย์โดยตรง พบที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย รัฐฉานในพม่า และทางตะวันออกของรัฐอัสสัมในอินเดีย</p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/04/fs.jpg" alt="รองเท้านารี ดอยตุง" title="รองเท้านารี ดอยตุง" width="300" height="310" class="aligncenter size-full wp-image-198" /></p>
<p>อ้างอิง www.ryt9.com/s/prg/1377844 / wikipedia.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e2%80%8b%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การทำ สวนผัก</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Mar 2012 03:57:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ผักปลอดสารพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกพืชผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผักไร้สารพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ผักไฮโดรโปนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[สวนผัก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=194</guid>
		<description><![CDATA[การทำสวนผัก ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่เว้นว่างจากการทำสวนไร่นาอย่างอื่นเช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด หรือผลิตผลทางการเกษตรชนิดอื่น เพราะช่วงที่อยู่ในระหว่างการเติบโตของพืชเหล่านั้น รวมทั้งรอฟ้าฝนจากธรรมชาติ ก็จะเป็นเวลาที่ว่างเว้นจากการงานทั้งหลาย เกษตรกรส่วนใหญ่จึงต้องหารายได้เพิ่มจากหลายทางเพื่อเพียงพอต่อความเป็นอยู่ สวนผักจึงเกิดเป็นรายได้เสริม เพราะผู้บริโภคในอดีตนั้นไม่นิยมซื้อหาผักจากในตลาดมากนัก ยกเว้นผักที่มีความต้องการสูงอย่าง พริกแห้ง น้ำปลา และกระเทียม ซึ่งเป็นเครื่องเทศเสียส่วนใหญ่ ส่วนผักสวนครัวต่างๆ ก็หาได้ตามข้างบ้าน จึงไม่จำเป็นต้องมีการซื้อหาค้าขาย แต่สภาพปัจจุบัน สภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป พื้นที่เกษตรลดน้อยลงเนื่องจากอุตสาหกรรมหนักเข้ามาแทนที่ ผักและพืชผลเกษตรอื่นๆ จึงเริ่มทำรายได้มากขึ้น ชาวบ้านจึงทำสวนผักกันมากขึ้นๆ จึงเกิดเป็นอาชีพใหม่ เพราะผักนั้นมีความต้องการของตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นอาชีพปลูกผักจำหน่าย การทำสวนผัก อาจจัดแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น การทำสวนครัวหรือสวนผักหลังบ้านเป็นการทำสวนผักเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นงานอดิเรก เพื่อให้มีผักไว้ใช้รับประทานในครอบครัว เป็นการประหยัดรายจ่าย นอกจากนั้นอาจจะมีเหลือแจกจ่ายเพื่อนบ้าน หรือขายเป็นรายได้พิเศษ การทำสวนผักเพื่อส่งตลาดท้องที่ เป็นการปลูกผักต่าง ๆ เป็นอาชีพเพื่อส่งตลาดในท้องที่ ส่วนมากเป็นการปลูก ที่ไม่ต้องการดินฟ้าอากาศพิเศษอะไร ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นการปลูกผักที่อาจจะกระทำได้ในทุกฤดูกาลตัวอย่างผักท ี่ปลูกในบริเวณชานเมืองก็นำมาขายในเมือง แต่ในบางโอกาสผักที่ปลูกเหล่านี้อาจจะนำไปขายในตลาดไกล ๆ ก็ได้ การทำสวนผักเพื่อส่งตลาดใหญ่ เป็นการปลูกผักอาชีพสำหรับส่งตลาดไกล ๆ การทำสวนผักประเภทนี้ชาวสวนมักจะมุ่งทำพืชเฉพาะอย่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การทำสวนผัก ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่เว้นว่างจากการทำสวนไร่นาอย่างอื่นเช่น ปลูกข้าว ข้าวโพด หรือผลิตผลทางการเกษตรชนิดอื่น เพราะช่วงที่อยู่ในระหว่างการเติบโตของพืชเหล่านั้น รวมทั้งรอฟ้าฝนจากธรรมชาติ ก็จะเป็นเวลาที่ว่างเว้นจากการงานทั้งหลาย เกษตรกรส่วนใหญ่จึงต้องหารายได้เพิ่มจากหลายทางเพื่อเพียงพอต่อความเป็นอยู่<span id="more-194"></span> สวนผักจึงเกิดเป็นรายได้เสริม เพราะผู้บริโภคในอดีตนั้นไม่นิยมซื้อหาผักจากในตลาดมากนัก ยกเว้นผักที่มีความต้องการสูงอย่าง พริกแห้ง น้ำปลา และกระเทียม ซึ่งเป็นเครื่องเทศเสียส่วนใหญ่ ส่วนผักสวนครัวต่างๆ ก็หาได้ตามข้างบ้าน จึงไม่จำเป็นต้องมีการซื้อหาค้าขาย </p>
<p>แต่สภาพปัจจุบัน สภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป พื้นที่เกษตรลดน้อยลงเนื่องจากอุตสาหกรรมหนักเข้ามาแทนที่ ผักและพืชผลเกษตรอื่นๆ จึงเริ่มทำรายได้มากขึ้น ชาวบ้านจึงทำสวนผักกันมากขึ้นๆ จึงเกิดเป็นอาชีพใหม่ เพราะผักนั้นมีความต้องการของตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นอาชีพปลูกผักจำหน่าย</p>
<p><strong>การทำสวนผัก</strong> อาจจัดแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น</p>
<ul>
<li>การทำสวนครัวหรือ<a href="http://www.kasetorganic.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99.html">สวนผักหลังบ้าน</a>เป็นการทำสวนผักเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นงานอดิเรก เพื่อให้มีผักไว้ใช้รับประทานในครอบครัว เป็นการประหยัดรายจ่าย นอกจากนั้นอาจจะมีเหลือแจกจ่ายเพื่อนบ้าน หรือขายเป็นรายได้พิเศษ</li>
<li>การทำสวนผักเพื่อส่งตลาดท้องที่ เป็นการปลูกผักต่าง ๆ เป็นอาชีพเพื่อส่งตลาดในท้องที่ ส่วนมากเป็นการปลูก ที่ไม่ต้องการดินฟ้าอากาศพิเศษอะไร ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นการปลูกผักที่อาจจะกระทำได้ในทุกฤดูกาลตัวอย่างผักท ี่ปลูกในบริเวณชานเมืองก็นำมาขายในเมือง แต่ในบางโอกาสผักที่ปลูกเหล่านี้อาจจะนำไปขายในตลาดไกล ๆ ก็ได้</li>
<li>การทำสวนผักเพื่อส่งตลาดใหญ่ เป็นการปลูกผักอาชีพสำหรับส่งตลาดไกล ๆ การทำสวนผักประเภทนี้ชาวสวนมักจะมุ่งทำพืชเฉพาะอย่าง เช่น ปลูกผักกาด ก็ปลูกผักกาดอย่างเดียว ปลูกพริกก็ปลูกพริกอย่างเดียว และพืชที่ปลูกก็มักจะท ำตามความเหมาะสมกับดินฟ้าอากาศ ผักที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่จะถูกส่งผ่านตลาดกลางในกรุงเทพฯ ก่อน เช่น ตลาดปากคลองตลาด ตลาดท่าเตียน ตลาดมหานาค จากนี้ผักก็ถูกส่งไปจำหน่ายตามต่างจังหวัดอีกทอดหนึ่ง</li>
<li>การทำสวนผักเพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร การทำสวนผักประเภทนี้ มักจะทำอยู่ในบริเวณที่ใกล้กับที่ตั้งโรงงาน ในที่ซึ่งการขนส่งจากสวนผักไปโรงงานทำได้สะดวก หรือในขอบเขตที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของโรงงานจะเข้าไปติดต่อแนะนำส่งเสริมได้สะดวก</li>
<li>การทำสวนผักด้วยวิธีการควบคุมสภาพแวดล้อม เป็นการปลูกผักนอกฤดูกาล หรือเมื่อสภาพแวดล้อมไม่อำนวย เช่น หนาวจัดเกินไป ร้อนจัดเกินไป ฝนตกหนักเกินไป การปลูกผักวิธีนี้กระทำเพื่อจุดประสงค์เฉพาะอย่าง อาทิการผสมพันธุ์และปรับปรุง พันธุ์ การวิจัยด้านการเพิ่มผลผลิต การปลูกผักเป็นการค้าในเรือนกระจกหรือเรือนพลาสติก กระทำในฤดูหนาว และในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ยัง นิยมปลูกผักในน้ำ แทนการปลูกในดินด้วย</li>
<li>การปลูกผักเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ เป็นการปลูกผักที่ต้องใช้เวลานานกว่า ใช้วิธีการดูแลรักษามากกว่าและเสี่ยงมากกว่าการปลูกเพื่อขายสด ตัวอย่างผักกาดหัว การปลูกขายสดจะใช้เวลาราว 45-60 วัน แต่ปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์จะ ต้องใช้เวลา 120-150 วัน บางทีเมล็ดอาจจะติดไม่ดีเนื่องจากมีอากาศร้อนจัดในระยะที่ดอกกำลังจะมีการผสมเกสร บางทีติดเมล็ดน้อยเพราะแมลงผสมเกสรมีปริมาณไม่เพียงพอ ดังนั้นเราจะเห็นว่ามีการเสี่ยงมากกว่า</li>
</ul>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2011/11/organic-veggie-3.jpg" alt="อาหารออแกนิค ผักออแกนิค ผักปลอดสารพิษ organic veggie" title="อาหารออแกนิค ผักออแกนิค ผักปลอดสารพิษ organic veggie" width="320" height="214" class="aligncenter size-full wp-image-22" /></p>
<p>แต่ไม่ว่าจะเป็นการทำ<strong>สวนผัก</strong>ชนิดไหน แบบใด ไม่ว่าจะเป็นสวนผักแนวตั้ง สวนผักบนดาดฟ้า สวนผักออแกนิกส์ สวนผักไฮโดรโปนิกส์ หรืออื่นๆ ปลายทางก็ยังคงเป็นผู้บริโภค ที่ต้องคัดสรรและเลือกซื้อผักที่มีประโยชน์และปลอดสารพิษ มีที่มาที่แน่นอนเพื่อความน่าเชื่อถือ และมีผลต่อสุขภาพร่างกายตามมาด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3-%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Organic Market Thailand</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/organic-market-thailand.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/organic-market-thailand.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Mar 2012 03:00:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Content Organics]]></category>
		<category><![CDATA[organic molecules]]></category>
		<category><![CDATA[organic thailand]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรอินทรีย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=189</guid>
		<description><![CDATA[ในประเทศไทยนั้น ตลาดเกษตรอินทรีย์ น่าจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2533/2534 โดยเฉพาะกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคเป็นตัวผลักดัน โดยเฉพาะการบริโภค อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ผู้บริโภคตื่นตัวเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของการรักษาสุขภาพและการบริโภค อาหารที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ จนทำให้ &#8220;ธุรกิจอาหารสุขภาพ&#8221; เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ได้เริ่มเปิดตัวขึ้น โดยร้านค้าแรกๆ ที่เปิดดำเนินการ คือ ร้านกรีนการ์เดน ในช่วงหลังจากนั้น คือระหว่างปี พ.ศ. 2535-40 ถือได้ว่าเป็นยุคทองของ ร้านสุขภาพ ประมาณว่า มีร้านค้าขนาดเล็กที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 100 ร้าน แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยงานราชการในขณะนั้นมีนโยบายในการส่งเสริม &#8220;อาหารปลอดภัย&#8221; (เช่น ผักอนามัย ผักปลอดสารพิษ) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนระหว่างความแตกต่างของผลผลิตอาหารปลอดภัย กับเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศมีการเติบโตได้ค่อนข้างช้า ผนวกกับการวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ. 2541 ส่งผลให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ประสบกับภาวะชงักงันไประยะหนึ่ง ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2546 เมื่อมีการจัดประชุมนานาชาติเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization &#8211; FAO) โดยมูลนิธิสายใยแผ่นดินและกรีนเนทเป็นเจ้าภาพหลัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในประเทศไทยนั้น <strong>ตลาดเกษตรอินทรีย์</strong> น่าจะเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2533/2534 โดยเฉพาะกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคเป็นตัวผลักดัน โดยเฉพาะการบริโภค <a href="http://www.beautyfullallday.com/category/food-beauty">อาหารเพื่อสุขภาพ</a> ที่ผู้บริโภคตื่นตัวเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของการรักษาสุขภาพและการบริโภค<span id="more-189"></span> อาหารที่ปลอดภัยและมีประโยชน์ จนทำให้ &#8220;ธุรกิจอาหารสุขภาพ&#8221; เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ได้เริ่มเปิดตัวขึ้น โดยร้านค้าแรกๆ ที่เปิดดำเนินการ คือ ร้านกรีนการ์เดน ในช่วงหลังจากนั้น คือระหว่างปี พ.ศ. 2535-40 ถือได้ว่าเป็นยุคทองของ ร้านสุขภาพ ประมาณว่า มีร้านค้าขนาดเล็กที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 100 ร้าน</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยงานราชการในขณะนั้นมีนโยบายในการส่งเสริม &#8220;อาหารปลอดภัย&#8221; (เช่น ผักอนามัย ผักปลอดสารพิษ) ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนระหว่างความแตกต่างของผลผลิตอาหารปลอดภัย กับเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศมีการเติบโตได้ค่อนข้างช้า ผนวกกับการวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ. 2541 ส่งผลให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ประสบกับภาวะชงักงันไประยะหนึ่ง</p>
<p>ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2546 เมื่อมีการจัดประชุมนานาชาติเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย โดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization &#8211; FAO) โดยมูลนิธิสายใยแผ่นดินและกรีนเนทเป็นเจ้าภาพหลัก การมีกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศในครั้งนั้นกระตุ้นให้เกิดความสนใจ ทั้งในการผลิต การบริโภค และการผลักดันนโยบายด้านเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่งผลให้มีการฟื้นตัวของตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการขยายตัวของตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น อาทิเช่น</p>
<ul>
<li>การใช้ตรารับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ของสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) และของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะความแตกต่างรหะว่างผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์กับผลิตภัณฑ์อาหารปลอดภัยได้สะดวกมากขึ้น</li>
<li>มีผู้ประกอบการค้าปลีกเฉพาะทาง ที่มีนโยบายการตลาดเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ เช่น ร้านเลมอนฟาร์ม</li>
<li>ผู้ประการค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโมเดิร์นเทรด ได้เริ่มเห็นแนวโน้มทิศทางของตลาดเกษตรอินทรีย์ จึงได้เริ่มจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์กันเพิ่่มขึ้น เช่น ห้าง Tops Supermarket, Carrefour, Foodland, Emporium และ Siam Paragon</li>
</ul>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/03/organic-market.jpg" alt="organic market ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย" title="organic market ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย" width="280" height="210" class="alignright size-full wp-image-190" /><strong>รูปแบบของการตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย</strong></p>
<p><strong>การตลาดระบบสมาชิก</strong> เป็นรูปแบบการตลาดที่เก่าแก่ที่สุดของขบวนการเกษตรอินทรีย์ ที่เชื่อมต่อโดยตรงระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค เช่น ระบบ TEIKEI ในประเทศญี่ปุ่น หรือระบบ Community Support Agriculture (CSA) และระบบ BOX ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ระบบตลาดนี้มีหลักการพื้นฐานว่า ผู้บริโภคตกลงกับเกษตรกรผู้ผลิต ในการซื้อผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตได้ตามฤดูกาล โดยผู้บริโภคจะชำระเงินล่วงหน้าให้กับเกษตรกร หลังจากเก็บเกี่ยว ผลผลิตจะถูกจัดส่งไป ณ จุดกระจายย่อยตามที่ตกลง แล้วสมาชิกผู้บริโภคที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงจะเป็นผู้มารับผลผลิตด้วยตนเอง การตลาดระบบนี้ เกษตรกรจะมีหลักประกันทาง เศรษฐกิจ และมีโอกาสในการสื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภค ส่วนผู้บริโภคเองก็สามารถไป เยี่ยมเยือนฟาร์มเกษตรกร เพื่อดูการผลิต หรือช่วยเกษตรกรทำงานในฟาร์มก็ได้ โดยการตลาดในระบบนี้มีผลดี ในแง่ของความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและ ผู้บริโภค แต่ข้อจำกัดก็คือ เกษตรกรต้องมีฟาร์มที่อยู่ไม่ห่างจากเมืองใหญ่มากนัก และจำเป็นต้องมีรถยนต์สำหรับใช้ในการขนส่งเอง นอกจากนี้การตลาดระบบสมาชิกใช้ได้กับฟาร์มที่ปลูกผักเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก (แต่ก็อาจมีผลผลิตอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ข้าว ไม้ผล ไข่ไก่) ในขณะที่เกษตรกรอินทรีย์ที่ผลิตข้าว ธัญพืช หรืออาหารแปรรูป จะไม่สามารถใช้การตลาดในระบบนี้ได้ ในประเทศไทย มีกลุ่มผู้ผลิตไม่กี่กลุ่มที่จัดการตลาดในระบบนี้ เช่น ชมรมผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ สุพรรณบุรี กลุ่มเยาวชนเกษตรอินทรีย์แม่ทา เชียงใหม่ <a href="http://www.kasetorganic.com/forum/index.php/board,11.0.html">กลุ่มผู้บริโภคอาหารปลอดสารพิษ</a></p>
<p><strong>ตลาดนัด</strong> ส่วนใหญ่จะอยู่ในท้องถิ่นหรือหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด โดยส่วนมากมักจัดในสถานที่ที่มีผู้บริโภคอยู่หนาแน่น เช่น โรงพยาบาล ในเขตสถานที่ราชการ หรืออาจเป็นที่ว่าง ที่ผู้บริโภคสะดวกในการมาหาซื้อผลผลิต ตลาดนัดนี้มักจะเปิดเฉพาะวันที่แน่นอน แต่ไม่เปิดทุกวัน เช่น ทุกวันศุกร์ หรือวันเสาร์ โดยมากจะเปิดขายเพียงครึ่งวัน หรืออาจนานทั้งวันเลยก็ได้ โดยผู้ผลิตต้องมีมาจากหลากหลายกลุ่ม เพื่อจะได้มีผลผลิตที่หลากหลายมาจำหน่าย ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยที่น่าสนใจ คือ ที่ ตลาดนัดเกษตรอินทรีย์ ที่ตลาดเจเจ เชียงใหม่, ตลาดเขียว สุรินทร์, ตลาดเขียว ยโสธร</p>
<p><strong>การตลาดช่องทางเฉพาะ</strong> เป็นการตลาดที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการที่มีนโยบายในด้านเกษตรอินทรีย์ อาหารสุขภาพและผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ เช่น ร้านขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม หรือซูเปอร์มาร์เก็ตเกษตรอินทรีย์ การตลาดในลักษณะนี้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าการตลาดระบบสมาชิก และมีผลผลิตที่หลากหลายจากเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตเฉพาะทาง รวมทั้งอาจมีการแปรรู ผลิตภัณฑ์แบบง่ายๆ มากกว่าด้วย ตัวอย่างของการตลาดเฉพาะทางในประเทศไทย คือ ร้านนาวิลิต, ร้านเลมอนฟาร์ม, ร้านไทสบาย</p>
<p><strong>การตลาดทั่วไป</strong> ในหลายประเทศที่ตลาดเกษตรอินทรีย์ได้พัฒนาไประดับหนึ่ง จะพบว่าช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์จะขยายไปสู่ระบบตลาดทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโมเดิร์นเทรด ที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เมื่อความต้องการผลิตภัณฑ์เริ่มขยายตัวชัดเจน ผู้ประการค้าปลีกในตลาดทั่วไปย่อมเห็นโอกาสในทางการค้า และปรับตัวเพื่อดึงส่วนแบ่งการตลาด และสร้างภาพพจน์ให้กับหน่วยงานของตน การเข้ามาของตลาดประเภทนี้จะทำให้เกิดการแข่งขันกันในตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะการริเริ่มหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งจากภายในประเทศหรือต่างประเทศ รวมไปถึงการแข่งขันทางราคาด้วย ในประเทศไทย Tops Supermarket, Emporium, Villa Market, และ Siam Paragon</p>
<p>ที่มา <a rel="nofollow" href="http://www.greennet.or.th/article/1009">www.greennet.or.th/article/1009</a> ตลาดเกษตรอินทรีย์ไทย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/organic-market-thailand.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Organic Thailand</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/organic-thailand.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/organic-thailand.html#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Mar 2012 02:34:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Content Organics]]></category>
		<category><![CDATA[organic contain]]></category>
		<category><![CDATA[organic thailand]]></category>
		<category><![CDATA[มะพร้าวอินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[เกษตรอินทรีย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=185</guid>
		<description><![CDATA[สถานการณ์ในประเทศไทย ช่วงปี 2552-2553 ที่ผ่านมานั้น เกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์ มีการพัฒนาโดยภาพรวมเริ่มขยับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาทั้งภายในและภายนอกก็ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวประกอบกับสภาพการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยเองเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย มีโอกาศค่อนข้างดี และมีแนวโน้มและแรงถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มีผู้ประกอบการทั้งหลาย หันมาใส่ใจและลงทุนขยายฐานการผลิตเพิ่มมากขึ้น ทำให้พื้นที่การผลิตของเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศไทยเอง ในปี 2552-2553 จากข้อมูลนั้น มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนโยบายเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลในประเทศไทยเองช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากปีก่อนแต่อย่างใด ซึ่งกรอบนโยบายของรัฐยังคงเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2551-2554 และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาตินี้อาจมีการขับเคลื่อนในลักษณะของอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรเกษตรกร (ซึ่งนับรวมแล้วน่าจะมีการอบรมเกษตรกรไปราว 1.75 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 34% ของครอบครัวเกษตรกรในประเทศไทย) รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่หน่วยงานราชการเป็นผู้จัดซื้อปัจจัยการผลิตเหล่านั้นให้กับเกษตรกร กิจกรรมเช่นนี้แทบจะไม่ได้มีผลต่อการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรในประเทศไทยเท่าไหร่นัก การตลาดเกษตรอินทรีย์ไทย แม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2551 ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับประเทศไทย แต่ก็มีผลทางอ้อมทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินตราต่างประเทศค่อนข้างจะต่ำลง (เงินบาทมีค่าสูงขึ้น) ซึ่งส่งผลทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้ตกลงราคาส่งออกล่วงหน้าเป็นเงินสกุลต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากต่าประเทศจะมีราคาลดลง ทำให้มีการขยายการนำเข้าสินค้าออร์แกนิค เพื่อจำหน่ายในร้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะร้านซุเปอร์มาร์เก็ต การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย จากการสำรวจของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน/กรีนเนท พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงปี 2552 จาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สถานการณ์ในประเทศไทย ช่วงปี 2552-2553 ที่ผ่านมานั้น เกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์ มีการพัฒนาโดยภาพรวมเริ่มขยับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาทั้งภายในและภายนอกก็ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจโลก<span id="more-185"></span> แต่เมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวประกอบกับสภาพการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยเองเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย มีโอกาศค่อนข้างดี และมีแนวโน้มและแรงถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มีผู้ประกอบการทั้งหลาย หันมาใส่ใจและลงทุนขยายฐานการผลิตเพิ่มมากขึ้น ทำให้พื้นที่การผลิตของเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศไทยเอง ในปี 2552-2553 จากข้อมูลนั้น มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>
<p></p>
<p>โดยนโยบาย<a href="http://www.kasetorganic.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C">เกษตรอินทรีย์</a>ของรัฐบาลในประเทศไทยเองช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากปีก่อนแต่อย่างใด ซึ่งกรอบนโยบายของรัฐยังคงเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2551-2554 และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาตินี้อาจมีการขับเคลื่อนในลักษณะของอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรเกษตรกร (ซึ่งนับรวมแล้วน่าจะมีการอบรมเกษตรกรไปราว 1.75 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 34% ของครอบครัวเกษตรกรในประเทศไทย) รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่หน่วยงานราชการเป็นผู้จัดซื้อปัจจัยการผลิตเหล่านั้นให้กับเกษตรกร กิจกรรมเช่นนี้แทบจะไม่ได้มีผลต่อการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรในประเทศไทยเท่าไหร่นัก</p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/03/organic-chart1.jpg" alt="สภานการณ์ การเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย" title="สภานการณ์ การเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย" width="432" height="214" class="alignright size-full wp-image-186" /><strong>การตลาดเกษตรอินทรีย์ไทย</strong> แม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2551 ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับประเทศไทย แต่ก็มีผลทางอ้อมทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินตราต่างประเทศค่อนข้างจะต่ำลง (เงินบาทมีค่าสูงขึ้น) ซึ่งส่งผลทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้ตกลงราคาส่งออกล่วงหน้าเป็นเงินสกุลต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากต่าประเทศจะมีราคาลดลง ทำให้มีการขยายการนำเข้าสินค้าออร์แกนิค เพื่อจำหน่ายในร้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะร้านซุเปอร์มาร์เก็ต</p>
<p><strong>การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย</strong> จากการสำรวจของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน/กรีนเนท พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงปี 2552 จาก 0.106 และ 0.192ล้านไร่ โดยเฉพาะในส่วนของการปลูกข้าวและพืชไร่เกษตรอินทรีย์  นอกจากนี้ จำนวนฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในช่วงเวลาดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เป็น 5,358 ฟาร์ม</p>
<p><strong>สถานการณ์เกี่ยวกับมาตรฐานและการตรวจสอบรับรอง</strong> สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้เผยแพร่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ ที่ปรับปรุงจากฉบับปี พ.ศ. 2546 โดยมาตรฐานฉบับใหม่ คือ &#8220;มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ. 9000 เล่ม 1-2552) เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1 : การผลิต แปรรูป แสดงฉลาก และจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เกษตรอินทรีย์&#8221; ซึ่ง คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้มีมติเห็นชอบ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อนุมัติให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นมาตรฐานทั่วไป (ไม่ใช่มาตรฐานบังคับ) รวมทั้งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา</p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/03/organic-chart2-500x262.jpg" alt="เกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย Organic Thailand" title="เกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย Organic Thailand" width="500" height="262" class="aligncenter size-large wp-image-187" /></p>
<p>นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2552 ทาง มกอช. ยังได้ริเริ่มที่จะทำมาตรฐานข้าวเกษตรอินทรีย์และปลาสลิดเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติมจากมาตรฐานพืชและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรอินทรีย์ที่มีอยู่แล้ว โดยในร่างมาตรฐานข้าวเกษตรอินทรีย์ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้า สินค้าเกษตรอินทรีย์ซึ่งเพิ่มเติมไปจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั่วไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ผู้ประกอบการเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการออก มาตรฐานดังกล่าวเนื่องจากมีมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการผลิตเกษตรอินทรีย์ ทั้งการเพาะปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมาตรฐานใหม่ของข้าวเกษตรอินทรีย์นี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ หลายฝ่ายจึงไม่เห็นความจำเป็นในการจัดทำมาตรฐานเพิ่มขึ้นอีก</p>
<p>อ้างอิงข้อมูล <a rel="nofollow" href="http://www.greennet.or.th/article/411">www.greennet.or.th/article/411</a> เรื่อง สภานการณ์เกษตรอินทรีย์ไทย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/organic-thailand.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เครื่องเทศ และสมุนไพร</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Mar 2012 09:35:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[organic molecules]]></category>
		<category><![CDATA[สมุนไพร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=181</guid>
		<description><![CDATA[นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า มนุษย์เริ่มที่จะรู้จักการใช้พืชที่มีกลิ่นหอมในการปรุงอาหารครั้งแรกเมื่อประมาณ 5 หมื่นปีก่อนคริสตกาลมาแล้ว โดยมีอบเชยเป็นเครื่องเทศที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พบในตำนานเครื่องเทศของจีน และใช้ในการทำมัมมี่ของชนชาติอียิปต์ด้วย ส่วนชาวสุเมเรียนนั้น รู้จักการใช้สมุนไพรจำพวกไทม์มาตั้งแต่กว่าห้าพันปีก่อนคริสตกาล และชาวจีนเองก็รู้จักใช้สมุนไพรมากกว่า 300 ชนิดเมื่อหลายพันปีล่วงมาแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในยุคที่เครื่องเทศและสมุนไพรเป็นที่รู้จักกันดีและมีความต้องการมากที่สุดนั้น ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณพันเจ็ดร้อยปีก่อนคริสตกาล เมื่อเกิดการเดินทางสำรวจโลกและยึดครองอาณานิคมของชาติตะวันตกมายังประเทศในแถบเอเซีย และได้พบกับเครื่องเทศนานาชนิดพร้อมกันสมุนไพรชั้นดีหลายอย่าง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อน เครื่องเทศเหล่านั้นจึงกลายเป็นของมีค่าราคาแพงด้วยกลิ่นเฉพาะตัว และรสชาดเฉพาะอย่างอันเป็นเสน่ห์แปลกใหม่ชวนหลงไหลสำหรับชาวยุโรป ทังยังมีประโยชน์ในการถนอมอาหารและเป็นยารักษาได้ดีอีกด้วย การซื้อขายแลกเปลี่ยนเครื่องเทศและสมุนไพรจึงเกิดขึ้นจนเกิดเส้นทางการค้ามากมาย ระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออก ว่ากันว่าในยุคนั้นเครื่องเทศนำความมั่งคั่งมาสู่ชาวอาหรับซึ่งเป็นพ่อค้าเครื่องเทศเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงต้องปกปิดที่มาของเครื่องเทศและสมุนไพรเหล่านั้นไว้ด้วยการบอกว่าแหล่งปลูกอยู่บนเกาะที่ไกลโพ้นทะเล เต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ นาๆ อีกทั้งยังมีสัตว์ร้ายอยู่เต็มไปหมด จึงทำให้ไม่มีใครกล้าไปหาแหล่งผลิตเครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ มาขาย ด้วยกลยุทธ์นี้ทำให้ชาวอาหรับสามารถผูกขาดทางการค้าเกี่ยวกับเครื่องเทศและสมุนไพรได้นานหลายปี ต่อมาเมื่อการขนส่งสินค้าการคมนาคมสะดวกมากขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีในการเพาะปลูกที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้มีการขนส่งสินค้ากันอย่างแพร่หลาย และการค้าเครื่องเทศ และสมุนไพรจึงไม่ได้มีการผูกขาดอยู่แต่กับชาติอาหรับหรือชาติใดชาติหนึ่งอีกต่อไป เครื่องเทศและสมุนไพรจึงกลายเป็นเครื่องปรุงพื้นฐานและยารักษาโรคขั้นพื้นฐานในทุกๆ ประเทศเช่นทุกวันนี้ ชนิดเครื่องเทศและสมุนไพรนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วนทีเดียว แต่ละชนิดนั้นก็ให้ประโยชน์แตกต่างกันไป จึงไม่น่าแปลงในเลยว่า อาหารที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารของชาติตะวันตกเอง หรือชาติใดๆ ก็ล้วนแต่มีเครื่องเทศและสมุนไพรประกอบด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีบทความสำคัญในด้านอาหารของหลายๆ ประเทศ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า มนุษย์เริ่มที่จะรู้จักการใช้พืชที่มีกลิ่นหอมในการปรุงอาหารครั้งแรกเมื่อประมาณ 5 หมื่นปีก่อนคริสตกาลมาแล้ว โดยมีอบเชยเป็นเครื่องเทศที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พบในตำนานเครื่องเทศของจีน และใช้ในการทำมัมมี่ของชนชาติอียิปต์ด้วย ส่วนชาวสุเมเรียนนั้น รู้จักการใช้สมุนไพรจำพวกไทม์มาตั้งแต่กว่าห้าพันปีก่อนคริสตกาล<span id="more-181"></span> และชาวจีนเองก็รู้จักใช้สมุนไพรมากกว่า 300 ชนิดเมื่อหลายพันปีล่วงมาแล้วเช่นเดียวกัน แต่ในยุคที่เครื่องเทศและสมุนไพรเป็นที่รู้จักกันดีและมีความต้องการมากที่สุดนั้น ต้องย้อนกลับไปเมื่อประมาณพันเจ็ดร้อยปีก่อนคริสตกาล </p>
<p>เมื่อเกิดการเดินทางสำรวจโลกและยึดครองอาณานิคมของชาติตะวันตกมายังประเทศในแถบเอเซีย และได้พบกับเครื่องเทศนานาชนิดพร้อมกันสมุนไพรชั้นดีหลายอย่าง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อน เครื่องเทศเหล่านั้นจึงกลายเป็นของมีค่าราคาแพงด้วยกลิ่นเฉพาะตัว และรสชาดเฉพาะอย่างอันเป็นเสน่ห์แปลกใหม่ชวนหลงไหลสำหรับชาวยุโรป ทังยังมีประโยชน์ในการถนอมอาหารและเป็นยารักษาได้ดีอีกด้วย การซื้อขายแลกเปลี่ยนเครื่องเทศและสมุนไพรจึงเกิดขึ้นจนเกิดเส้นทางการค้ามากมาย ระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออก ว่ากันว่าในยุคนั้นเครื่องเทศนำความมั่งคั่งมาสู่ชาวอาหรับซึ่งเป็นพ่อค้าเครื่องเทศเป็นอย่างมาก พวกเขาจึงต้องปกปิดที่มาของเครื่องเทศและสมุนไพรเหล่านั้นไว้ด้วยการบอกว่าแหล่งปลูกอยู่บนเกาะที่ไกลโพ้นทะเล เต็มไปด้วยอันตรายต่างๆ นาๆ อีกทั้งยังมีสัตว์ร้ายอยู่เต็มไปหมด จึงทำให้ไม่มีใครกล้าไปหาแหล่งผลิตเครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ มาขาย</p>
<p>ด้วยกลยุทธ์นี้ทำให้ชาวอาหรับสามารถผูกขาดทางการค้าเกี่ยวกับเครื่องเทศและสมุนไพรได้นานหลายปี ต่อมาเมื่อการขนส่งสินค้าการคมนาคมสะดวกมากขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีในการเพาะปลูกที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้มีการขนส่งสินค้ากันอย่างแพร่หลาย และการค้าเครื่องเทศ และสมุนไพรจึงไม่ได้มีการผูกขาดอยู่แต่กับชาติอาหรับหรือชาติใดชาติหนึ่งอีกต่อไป เครื่องเทศและสมุนไพรจึงกลายเป็นเครื่องปรุงพื้นฐานและยารักษาโรคขั้นพื้นฐานในทุกๆ ประเทศเช่นทุกวันนี้</p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/03/12101160441.jpg" alt="เครื่องเทศ สมุนไพร ที่สำคัญในการทำอาหาร" title="เครื่องเทศ สมุนไพร ที่สำคัญในการทำอาหาร" width="300" height="174" class="aligncenter size-full wp-image-182" /></p>
<p>ชนิดเครื่องเทศและสมุนไพรนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วนทีเดียว แต่ละชนิดนั้นก็ให้ประโยชน์แตกต่างกันไป จึงไม่น่าแปลงในเลยว่า อาหารที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารของชาติตะวันตกเอง หรือชาติใดๆ ก็ล้วนแต่มีเครื่องเทศและสมุนไพรประกอบด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีบทความสำคัญในด้านอาหารของหลายๆ ประเทศ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%a8-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มะเขือยาว The Apple of Madness</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7-the-apple-of-madness.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7-the-apple-of-madness.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 16 Mar 2012 02:53:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[ผักออแกนิค]]></category>
		<category><![CDATA[ผักเพื่อสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[มะเขือยาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=177</guid>
		<description><![CDATA[ตำนานมะเขือยาวที่เจอในบทความของหนังสือ Gourmet &#038; Cuisine เลยนำมาเล่าสู่กันฟังซักเล็กน้อย โดยใครจะเชื่อว่า ผักพื้นบ้านที่อยู่ริมรั้วบ้าน และขึ้นชื่อว่าเป็น ผักสวนครัว ของบ้านชาวไทยเรา ที่มีหน้าตาธรรมดาๆ และแสนอร่อยนั้น เคยถูกพวกยุโรปรุมประณามไว้มาก เนื่องจากความเชื่อโบราณที่คิดกันไปเองว่า มะเขือยาวมีวิญญาณร้ายสิงสู่อยู่ หากใครเผลอกินเข้าไปอาจทำให้คนนั้นเป็นไข้เป็นโรคลมบ้าหมูได้ ว่าไปนั่น จากข้อมูลด้านบนเกี่ยวกับ มะเขือยาว นับเป็นข้อกล่าวหาหนักที่จะทำให้คนทั่วไป เลิกสนใจมะเขือชนิดนี้ไปเลยก็เป็นได้ หากทุกคนพร้อมใจกันโยนความผิดให้เจ้าผักชนิดนี้โดยที่ผู้เคราะห์ร้ายเองอาจเกิดอาการวิกลจริตเรียกสติกลับคืนมาไม่ได้ และหาสิ่งใดรับโทษไม่ได้ ก็ต้อง โทษแก๊สโซฮอล เอ้ย มะเขือยาว กันไป เพื่อทำให้ความเชื่อของตัวเอง ดูมีน้ำหนักมากขึ้น หนึ่งในเหตุผลที่คนยุโรปในสมัยนั้นลงความเห็นว่าอย่างนั้น ด้วยการใส่ชื่อ Solanum insanum เป็นชื่อทางพฤกษศาสตร์ดั้งเดิมของมะเขือยาวเข้าไปกับความหมายของคำว่า insanity ที่แปลว่า บ้าคลั่งและจิตไม่ปกติ (Insanum และ Insane) หลังจากนั้นชื่อเล่นที่เกิดจากการผสมคำอย่าง The Apple of Madness จึงถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆ กับความน่ากลัวที่แผ่ขยายไปทั่วอย่างรวดเร็ว และเกิดอุปทานที่เกิดจากการกินผักชนิดนี้เข้าไปก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คาโรลุส ลินเนียส Carolus Linnaeus ซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ที่เป็นผู้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พร้อมกับจำแนกพืชและสัตว์ออกเป็นหมวดหมู่ได้ยินเข้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตำนานมะเขือยาวที่เจอในบทความของหนังสือ Gourmet &#038; Cuisine เลยนำมาเล่าสู่กันฟังซักเล็กน้อย โดยใครจะเชื่อว่า ผักพื้นบ้านที่อยู่ริมรั้วบ้าน และขึ้นชื่อว่าเป็น <a href="http://www.kasetorganic.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A7">ผักสวนครัว</a> ของบ้านชาวไทยเรา ที่มีหน้าตาธรรมดาๆ และแสนอร่อยนั้น เคยถูกพวกยุโรปรุมประณามไว้มาก เนื่องจากความเชื่อโบราณที่คิดกันไปเองว่า มะเขือยาวมีวิญญาณร้ายสิงสู่อยู่<span id="more-177"></span> หากใครเผลอกินเข้าไปอาจทำให้คนนั้นเป็นไข้เป็นโรคลมบ้าหมูได้ ว่าไปนั่น</p>
<p> จากข้อมูลด้านบนเกี่ยวกับ <a href="http://www.kasetorganic.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7.html">มะเขือยาว</a> นับเป็นข้อกล่าวหาหนักที่จะทำให้คนทั่วไป เลิกสนใจมะเขือชนิดนี้ไปเลยก็เป็นได้ หากทุกคนพร้อมใจกันโยนความผิดให้เจ้าผักชนิดนี้โดยที่ผู้เคราะห์ร้ายเองอาจเกิดอาการวิกลจริตเรียกสติกลับคืนมาไม่ได้ และหาสิ่งใดรับโทษไม่ได้ ก็ต้อง โทษแก๊สโซฮอล เอ้ย มะเขือยาว กันไป เพื่อทำให้ความเชื่อของตัวเอง ดูมีน้ำหนักมากขึ้น</p>
<p>หนึ่งในเหตุผลที่คนยุโรปในสมัยนั้นลงความเห็นว่าอย่างนั้น ด้วยการใส่ชื่อ Solanum insanum เป็นชื่อทางพฤกษศาสตร์ดั้งเดิมของมะเขือยาวเข้าไปกับความหมายของคำว่า insanity ที่แปลว่า บ้าคลั่งและจิตไม่ปกติ (Insanum และ Insane) หลังจากนั้นชื่อเล่นที่เกิดจากการผสมคำอย่าง The Apple of Madness จึงถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆ กับความน่ากลัวที่แผ่ขยายไปทั่วอย่างรวดเร็ว และเกิดอุปทานที่เกิดจากการกินผักชนิดนี้เข้าไปก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>คาโรลุส ลินเนียส Carolus Linnaeus ซึ่งเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ที่เป็นผู้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์พร้อมกับจำแนกพืชและสัตว์ออกเป็นหมวดหมู่ได้ยินเข้า ก็เลยออกอาการ และด้วยความต้องการจะลบความเชื่อและตำนานเสียๆ ของมะเขือยาวอันน่ากลัวให้หมดไป จึงได้มีการปรับเปลี่ยนความน่ากลัวของมะเขือยาวนี้เสียใหม่จาก Solanum insanum เป็น Solanum melongena แทน เรื่องน่าขนลุกต่างๆ จึงค่อยๆ เงียบหายไป </p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/03/veget-melon.jpg" alt="veget-melon มะเขือยาว สรรพคุณมากมาย ผักสวนครัว" title="veget-melon มะเขือยาว สรรพคุณมากมาย ผักสวนครัว" width="325" height="282" class="alignright size-full wp-image-178" />แต่หากจะสืบหาต้นตอจริงๆ ของมะเขือยาวแล้ว จำเป็นต้องเปลี่ยนทิศจากฝั่งตะวันตก ไปหาฝั่งตะวันออกแทน โดยเฉพาะในมณฑลอัสสัมของประเทศอินเดีย และพม่า ที่ปรุงมะเขือยาวเป็นอาหารมากว่า 4 พันปีมาแล้ว จนกาลเวลาล่วงเลยมาประมาณ 2,500 ปี มะเขือยาวจึงเดินทางไปยังทีวปแอฟริกาเหนือ ส่งต่อไปยังผู้คนในที่ต่างๆ ที่อาศัยตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและสเปนในแคว้นปกครองอันดาลูเซีย จนได้เมนูขึ้นชื่อหลากหลายชาติ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ที่มะเขือยาวเผาจิ้มน้ำพริก ก็อร่อยไม่เลวทีเดียว</p>
<p>คุณสมบัติของมะเขือยาวนั้น สามารถซับน้ำมันได้เป็นอย่างดี เพราะมีคุณสมบัติเหมือนฟองน้ำ การบริโภคมะเขือยาวสด หรือนำไปอบ และรับประทานสามารถยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลที่ผ่านผนังลำไส้ได้ นอกจากนี้แล้ว มะเขือยาวยังมีโปรตีนและแคลเซียมสูงมาก ถ้ารับประทานเป็นประจำจะช่วยรักษาหลอดเลือดและหัวใจให้เป็นปกติ ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัวและป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เสริมการทำงานของสมองและช่วยเสริมสร้างความจำได้ดีอีกด้วย</p>
<p>เรียกได้ว่าจาก ตำนานที่น่ากลัว กลายเป็นผักสวนครัวที่มีสรรพคุณดีเลิศ แบบนี้คงจะต้องหามะเขือยาวมาเป็นผักเคียงในทุกมื้ออาหารแล้ว จริงไหมครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7-the-apple-of-madness.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สนทะเล กันคลื่นลมแนวชายฝั่ง</title>
		<link>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87.html</link>
		<comments>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2012 08:45:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สาระน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกกล้วยไม้]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกพืชผักสวนครัว]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกพืชไร้ดิน]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกสนทะเล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.kasetorganics.org/?p=172</guid>
		<description><![CDATA[บทความเรื่องสนทะเล น่าสนใจอย่างยิ่งที่จะหยิบยกมาเล่าในวันนี้ เนื่องจากไม้ชนิดนี้ ดูเหมือนว่าจะมีอัตราการงอกและการเติบโตเหมือนกับไม้เศรษฐกิจอย่าง ยูคาลิปตัส เลยทีเดียว โดยสนทะเลส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น จะอยู่ในสกุลเดียวกันคือ Casuarinaceae โดยสนทะเลนั้น จัดเป็นไม้เนื้อแข็งและหนักเป็นอย่างยิ่ง อัตราการเติบโตสูงต่อปีประมาณ 1.5-3 เมตร ข้อเสียของไม้ชนิดนี้คือ ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและไม่ค่อยมีผลต่อความต้องการใช้เนื้อไม้เท่าไหร่นัก เพราะการเลื่อยตัดทำได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งเป็นเนื้อละเอียด แตกหักได้ง่าย มีการหดตัวหากนำไปอบแห้ง แถมขี้เลื่อยหากเข้าปาก จมูกหรือนัยน์ตาแล้ว จะทำให้เกิดอาการแสบคันเพราะพิษยางไม้ จึงเป็นเหตุให้ตลาดไม่ต้องการเท่าใดนัก สนทะเลเป็นผลงานของสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมจากธรรมชาติ ทำให้สนทะเลนั้นสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการเติบโตของต้นไม้ โดยระบบรากของสนทะเลจะสามารถแผ่ขยายกว้างไปไกลกว่าที่คิดไว้ รากฝอยจะหยั่งลงลึกเพื่อหาน้ำและธาตุอาหาร แม้จะเป็นพื้นที่ชายหาดทราบที่รกร้างว่างเปล่า แต่รากของสนทะเล จะดูดน้ำใต้ดินได้มาก ที่เหลือเชื่อคือการที่รากสามารถสร้างสหสัมพันธ์กับแบคทีเรียชื่อว่า Frankia ที่สามารถดักจับไนโตรเจนจากอากาศได้ ทำให้รากของสนทะเลมีการสร้างปมให้แบคทีเรียอยู่ เพื่อจะดึงธาตุอาหารอย่างไนโตรเจนมาอยู่ที่รากและในดิน ทำให้สามารถงอกงามได้ในดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น เนินเขาทราย เนินทรายและพื้นที่ริมทะเลต่อกับเนินเขาลูกรัง พื้นที่รกร้างต่างๆ โดยไม่เลือกดิน แม้จะเป็นดินเค็ม ดินด่าง ดินปูน หรือดินที่มีน้ำท่วมขังระยะสั้นๆ ก็สามารถเติบโตได้ดี นอกจากนี้แล้วยังทนคราบเค็มจากเกลือทะเลและคลื่นลมได้เป็นอย่างดี เป็นแนวกันลมและคลื่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การเติบโตของสนทะเลนั้นอยู่ในระดับรวดเร็วพอใช้ โดยจะสูงถึงปีละประมาณ 1.5-3 เมตรทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 7 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทความเรื่องสนทะเล น่าสนใจอย่างยิ่งที่จะหยิบยกมาเล่าในวันนี้ เนื่องจากไม้ชนิดนี้ ดูเหมือนว่าจะมีอัตราการงอกและการเติบโตเหมือนกับไม้เศรษฐกิจอย่าง ยูคาลิปตัส เลยทีเดียว โดยสนทะเลส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น จะอยู่ในสกุลเดียวกันคือ Casuarinaceae โดยสนทะเลนั้น จัดเป็นไม้เนื้อแข็งและหนักเป็นอย่างยิ่ง อัตราการเติบโตสูงต่อปีประมาณ 1.5-3 เมตร<span id="more-172"></span> </p>
<p>ข้อเสียของไม้ชนิดนี้คือ ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและไม่ค่อยมีผลต่อความต้องการใช้เนื้อไม้เท่าไหร่นัก เพราะการเลื่อยตัดทำได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งเป็นเนื้อละเอียด แตกหักได้ง่าย มีการหดตัวหากนำไปอบแห้ง แถมขี้เลื่อยหากเข้าปาก จมูกหรือนัยน์ตาแล้ว จะทำให้เกิดอาการแสบคันเพราะพิษยางไม้ จึงเป็นเหตุให้ตลาดไม่ต้องการเท่าใดนัก</p>
<p>สนทะเลเป็นผลงานของสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมจากธรรมชาติ ทำให้สนทะเลนั้นสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการเติบโตของต้นไม้ โดยระบบรากของสนทะเลจะสามารถแผ่ขยายกว้างไปไกลกว่าที่คิดไว้ รากฝอยจะหยั่งลงลึกเพื่อหาน้ำและธาตุอาหาร แม้จะเป็นพื้นที่ชายหาดทราบที่รกร้างว่างเปล่า แต่รากของสนทะเล จะดูดน้ำใต้ดินได้มาก ที่เหลือเชื่อคือการที่รากสามารถสร้างสหสัมพันธ์กับแบคทีเรียชื่อว่า Frankia ที่สามารถดักจับไนโตรเจนจากอากาศได้ ทำให้รากของสนทะเลมีการสร้างปมให้แบคทีเรียอยู่ เพื่อจะดึงธาตุอาหารอย่างไนโตรเจนมาอยู่ที่รากและในดิน ทำให้สามารถงอกงามได้ในดินทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เช่น เนินเขาทราย เนินทรายและพื้นที่ริมทะเลต่อกับเนินเขาลูกรัง พื้นที่รกร้างต่างๆ โดยไม่เลือกดิน แม้จะเป็นดินเค็ม ดินด่าง ดินปูน หรือดินที่มีน้ำท่วมขังระยะสั้นๆ ก็สามารถเติบโตได้ดี</p>
<p><img src="http://www.kasetorganics.org/wp-content/uploads/2012/03/ironwood.jpg" alt="ironwood การปลูกสนทะเล ป้องกันแนวคลื่นลมชายฝั่ง" title="ironwood การปลูกสนทะเล ป้องกันแนวคลื่นลมชายฝั่ง" width="350" height="253" class="alignright size-full wp-image-173" />นอกจากนี้แล้วยังทนคราบเค็มจากเกลือทะเลและคลื่นลมได้เป็นอย่างดี เป็นแนวกันลมและคลื่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด การเติบโตของสนทะเลนั้นอยู่ในระดับรวดเร็วพอใช้ โดยจะสูงถึงปีละประมาณ 1.5-3 เมตรทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 7 ปีแรกของการปลูกจะมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด แต่อัตราการพุ่งยอดจะลดลงหลังจากผ่านปีที่ 9-10 ไปแล้ว สนทะเลจะมีอายุประมาณ 40-50 ปี จึงจะหมดอายุและล้มตายด้วยสาเหตุธรรมชาติ</p>
<p><strong>สิ่งที่ควรระวังก่อนปลูกสนทะเล</strong></p>
<p>ต้องให้แน่ใจว่า พื้นที่ปลูกนั้นไม่เหมาะกับการปลูกสร้างป่าไม้ชนิดอื่นแล้ว หรือไม่ได้เป็นพื้นที่ชายหาดอันแห้งแล้ง หรือสวนไม้ชนิดอื่น หากมีสวนมะพร้าว ไม้ดอกไม้ประดับ ที่ต้องการพื้นที่คงความอุดมสมบูรณ์เอาไว้ ก็อย่าคิดปลูก เพราะสนทะเลนั้น หากปลูกแล้ว สนทะเลนั้นจะมีระบบรากที่กว้างและไปแย่งน้ำและแร่ธาตุอาหารของพืชอื่นในบริเวณใกล้ๆ ในรัศมีประมาณ 5-7 เมตร จากพื้นดินบริเวณนั้นจะไม่อาจมีพืชชนิดอื่นขึ้นแข่งขันได้ นับเป็นข้อที่ควรระวังเป็นอย่างยิ่งสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีการปลูกสน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.kasetorganics.org/%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5-%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

