Organic Thailand

สถานการณ์ในประเทศไทย ช่วงปี 2552-2553 ที่ผ่านมานั้น เกี่ยวกับการเกษตรอินทรีย์ มีการพัฒนาโดยภาพรวมเริ่มขยับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหาทั้งภายในและภายนอกก็ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาจากภาวะตกต่ำของเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อภาพรวมของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวประกอบกับสภาพการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยเองเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

ทำให้ตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย มีโอกาศค่อนข้างดี และมีแนวโน้มและแรงถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มีผู้ประกอบการทั้งหลาย หันมาใส่ใจและลงทุนขยายฐานการผลิตเพิ่มมากขึ้น ทำให้พื้นที่การผลิตของเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศไทยเอง ในปี 2552-2553 จากข้อมูลนั้น มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยนโยบายเกษตรอินทรีย์ของรัฐบาลในประเทศไทยเองช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากปีก่อนแต่อย่างใด ซึ่งกรอบนโยบายของรัฐยังคงเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2551-2554 และแผนปฏิบัติการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาตินี้อาจมีการขับเคลื่อนในลักษณะของอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่เป็นการจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรเกษตรกร (ซึ่งนับรวมแล้วน่าจะมีการอบรมเกษตรกรไปราว 1.75 ล้านครอบครัว หรือประมาณ 34% ของครอบครัวเกษตรกรในประเทศไทย) รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่หน่วยงานราชการเป็นผู้จัดซื้อปัจจัยการผลิตเหล่านั้นให้กับเกษตรกร กิจกรรมเช่นนี้แทบจะไม่ได้มีผลต่อการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรในประเทศไทยเท่าไหร่นัก

สภานการณ์ การเกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทยการตลาดเกษตรอินทรีย์ไทย แม้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2551 ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับประเทศไทย แต่ก็มีผลทางอ้อมทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินตราต่างประเทศค่อนข้างจะต่ำลง (เงินบาทมีค่าสูงขึ้น) ซึ่งส่งผลทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้ตกลงราคาส่งออกล่วงหน้าเป็นเงินสกุลต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จากต่าประเทศจะมีราคาลดลง ทำให้มีการขยายการนำเข้าสินค้าออร์แกนิค เพื่อจำหน่ายในร้านต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะร้านซุเปอร์มาร์เก็ต

การผลิตเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย จากการสำรวจของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน/กรีนเนท พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงปี 2552 จาก 0.106 และ 0.192ล้านไร่ โดยเฉพาะในส่วนของการปลูกข้าวและพืชไร่เกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ จำนวนฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในช่วงเวลาดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เป็น 5,358 ฟาร์ม

สถานการณ์เกี่ยวกับมาตรฐานและการตรวจสอบรับรอง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้เผยแพร่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ฉบับใหม่ ที่ปรับปรุงจากฉบับปี พ.ศ. 2546 โดยมาตรฐานฉบับใหม่ คือ “มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ. 9000 เล่ม 1-2552) เกษตรอินทรีย์ เล่ม 1 : การผลิต แปรรูป แสดงฉลาก และจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์เกษตรอินทรีย์” ซึ่ง คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรได้มีมติเห็นชอบ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อนุมัติให้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เป็นมาตรฐานทั่วไป (ไม่ใช่มาตรฐานบังคับ) รวมทั้งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา

เกษตรอินทรีย์ ในประเทศไทย Organic Thailand

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปี 2552 ทาง มกอช. ยังได้ริเริ่มที่จะทำมาตรฐานข้าวเกษตรอินทรีย์และปลาสลิดเกษตรอินทรีย์เพิ่มเติมจากมาตรฐานพืชและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกษตรอินทรีย์ที่มีอยู่แล้ว โดยในร่างมาตรฐานข้าวเกษตรอินทรีย์ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการนำเข้า สินค้าเกษตรอินทรีย์ซึ่งเพิ่มเติมไปจากมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ผู้ประกอบการเอกชนและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการออก มาตรฐานดังกล่าวเนื่องจากมีมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการผลิตเกษตรอินทรีย์ ทั้งการเพาะปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยมาตรฐานใหม่ของข้าวเกษตรอินทรีย์นี้ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ หลายฝ่ายจึงไม่เห็นความจำเป็นในการจัดทำมาตรฐานเพิ่มขึ้นอีก

อ้างอิงข้อมูล www.greennet.or.th/article/411 เรื่อง สภานการณ์เกษตรอินทรีย์ไทย