หากจะศึกษาการเติบโตทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ในประเทศเราเองอาจเทียบเคียงได้จากหลายๆ ประเทศเพื่อนบ้าน หนึ่งในนั้นคือประเทศที่มีประชากรราวห้าล้านคน มีพื้นที่เพียง 700 ตารางกิโลเมตร อาศัยแค่เทคโนโลยีถมทะเลออกไปรอบด้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่เรื่อยๆ จนปัจจุบันมีพื้นที่ใหญ่กว่าเกาะภูเก็ต และประเทศนี้ก็อยู่ห่างจากไทยเราแค่ราวพันกว่ากิโลเมตร ที่ว่ามานี่คือ สิงคโปร์

ประเทศสิงคโปร์ ย้อนหลังไปหลายสิบปีก่อนประเทศนี้เป็นแค่ประเทศเล็กๆ ที่ขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก น้ำจืดต้องสั่งนำเข้าจากมาเลเซีย หากเปรียบเป็นคน สิงคโปร์ก็เหมือนลูกคนจนที่พ่อแม่ไม่ได้ทิ้งมรดกเอาไว้ให้ มีแต่ที่ดินทำกินที่แร้นแค้นปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น เรียกว่า อนาคตคงเอาดีไม่ได้แน่ แต่ใครจะรู้ จากเด็กที่ยากจนคนที่ชื่อสิงคโปร์ กลับสร้างฐานะด้วยความมะมานะจนกลายมาเป็นมหาเศรษฐีในเวลาต่อมา

สิงคโปร์ สร้างทุกสิ่งทุกอย่างเองกับมือ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว เพราะที่มากับธรรมชาตินั้น หายไปจากประเทศนี้นานมากแล้ว ทะเลก็ไม่มีหาดสวย ป่าธรรมชาติก็แทบไม่มี จึงสร้างไนต์ซาฟารีขึ้นมา สร้างสวนสนุกระดับโลกขึ้นมา สร้างโรงแรมหรูติดอันดับขึ้นมา เรียกว่าแม้ไม่มีมาแต่เกิด ก็สร้างมันขึ้นมาเองด้วยมือ

ทำให้หลายประเทศจับตามอง โดยเฉพาะงาน Event ทั้งหลายระดับโลกดังๆ แห่กันมาเปิดตัวสินค้ากันที่สิงคโปร์กันอย่างเนืองแน่น ห้างสรรพสินค้าบนถนนออร์ชาร์ด ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นคนไทย และที่แน่ๆ สิงคโปร์เตรียมความพร้อมในการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนที่จะมีขึ้นในปี 2558 มากกว่าทุกประเทศในเขตอาเซียนไว้แล้ว จึงไม่แปลงเลยที่ประเทศนี้จะได้เปรียบกว่าประเทศในแถบเดียวกัน โดยเค้าวางแผนที่จะให้ประชากรหลายร้อยล้านคนในกลุ่มประเทศอาเซียน มาเป็นลูกค้าของเขา ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว การค้า การเงิน การศึกษา และอื่นๆ

แผนถูกวางยุทธศาสตร์ไว้ว่า วันที่เปิดการค้าเสรีอาเซียน สิงคโปร์จะกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ศูนย์กลางทางการค้า ศูนย์กลางทางการแพทย์ ศูนย์กลางทางด้านการศึกษา สรุปง่ายๆ คือเขาวางแผนที่จะเป็นพี่ใหญ่ของอาเซียน และได้ผลประโยชน์สูงสุดจากการเปิดเสรีอาเซียนในครั้งนี้ แต่การเติบโตอย่างไม่มีขีดจำกัด ก็ไม่ได้มาฟรีๆ เพราะเมื่อหลายปีก่อนนั้น ที่สิงคโปร์ มีนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนอร์เทิร์นเทริทอรี ของออสเตรเลียได้เข้ามาวิจัยเรื่อง การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าในภูมิภาพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หลังเปิดเสรีทางการค้า super tree singapore

งานนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้สำรวจที่ประเทศสิงคโปร์เป็นหลัก พบว่า สัตว์ป่าบางชนิดในประเทศนี้สูญพันธุ์ไปเรียบร้อยแล้ว เช่น ผีเสื้อ ปลา นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด ในขณะที่สัตว์พื้นเมืองบางชนิดเช่น สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อนคลาน แมลง ปูบางชนิด เหลืออยู่ไม่ถึง 20% ซึ่งสาเหตุจากการสูญพันธุ์นั้นเกิดจากการขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็ว ตามความเจริญของประเทศที่ได้เข้าไปทำลายระบบนิเวศน์ ทำลายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์เหล่านั้น สัตว์จึงไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้เมื่อไม่มีที่อยู่ และการเข้ามาของอังกฤษในเริ่มต้นเมื่อพบเกาะแห่งนี้ได้ทำลายพื้นที่สีเขียวไปกว่า 95% แม้ปัจจุบันจะมีการปลูกป่าเพิ่มเติมทดแทน แต่ก็ยังคงมีพื้นที่สีเขียวเหลืออยู่แค่ 10% เท่านั้น

และเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเทศนี้รักแหละหวงแหนทรัพยากรต้นไม้และสัตว์ป่าของพวกเขา ขนาดมีการตัดต้นไม้ในพื้นที่ของตัวเองยังต้องขออนุญาต ด้วยความเจริญที่ไม่หยุดยั้ง ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและพันธุ์พืชถูกรุกราน วิธีที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยเพิ่มพื้นที่ป่า แล้วจะหาจากไหนก็ในเมื่อเป็นที่อยู่อาศัยหมดแล้ว ก็ต้องถมทะเลสร้างป่าขึ้นมาใหม่ เขาถมทะเลและสร้างป่าที่ใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์และวันนี้ ผืนป่าสุดไฮเทคแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตอีกแห่งหนึ่งของประเทศไปแล้ว

ชื่อของสวนนี้คือ Garden by the bay ที่ตั้งอยู่ที่อ่าวมารีนาที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมมารีนาเบย์นั่นเอง ซึ่งดูแลโดยรัฐบาลของสิงคโปร์ ประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่คือ The flower dome และ Cloud forest มีพระเอกที่เป็นต้นไม้สร้างจากน้ำมือมนุษย์ชื่อว่า Super Tree 18 ต้น แต่ละต้นมีความสูงต่างกันไป ต้นเตี้ยสุดสูง 25 เมตร สูงสุดคือ 50 เมตร ทั้งหมดจะประดับไปด้วยไม้ดอก ไม้ประดับจากทุกมุมโลกและเป็นของจริง มีชีวิตตริงๆ

หลังเปิดเสรีทางการค้า super tree singapore

กลางวัน Super Tree จะทำหน้าที่เหมือนต้นไม้ทั่วไป คือให้ร่มเงาแก่นักท่องเที่ยว คายน้ำให้ความชุ่มชื่นแก่ผืนป่าทั่วทั้ง Garden by the Bay ตกกลางคืนเจ้า Super tree ก็จะส่องแสงวูบวาบสวยงามด้วยสีสันต่างๆ ที่ใช้พลังงานจากโซล่าเซลล์ ทั้งหมดนี้เป็นป่าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ

สิงค์โปร์ มีความล้ำหน้ากว่าหลายประเทศทั่วโลก เพราะพวกเขาค้นพบความจริงที่ว่า การศึกษาคือเครื่องมือในการพัฒนาที่ทรงพลังมากที่สุด และการศึกษาจะเป็นเครื่องมือที่ทรงอานุภาพได้ก็ต่อเมื่อ มันมีคุณภาพ หากเปรียบกับประเทศอื่นๆ ที่เอาแต่มุ่งเน้นพัฒนาไปยังด้านอื่นๆ อย่างไม่จำกัด แต่คนในชาติกลับจนลงๆ และไร้การศึกษา ก็เป็นได้แค่เพียงปราสาททราย ที่สวยงามแต่ไม่สามารถต้านทานคลื่นลมได้จริง

อยากเห็นประเทศไทยพัฒนาไปได้ไกลๆ มากกว่ามานั่งถกเถียงกันด้วยเหตุผลแค่ ใครจะนำ เพราะรอบๆ บ้านเค้าไม่สนใจเรื่องใครจะนำ แต่เค้าสนเรื่องวิธีการว่าจะเป็นไปได้จริงแค่ไหน และลงมือทำ มากกว่าแหกปากเรียกร้องไปวันๆ

อ้างอิงจาก โพสต์ทูเดย์