ในปี พ.ศ.2558 กำแพงภาษีของสินค้าเกษตรในกลุ่มประเทศอาเซียนจะลดลงเป็นศูนย์ ทว่าการยกเลิกกำแพงภาษีและอุปสรรคทางการค้าหลังรวมกลุ่ม AEC นำมาซึ่ง โอกาสและภัยคุกคาม ต่อเกษตรกรไทยโดยทั่วไปอย่างยิ่ง หากเกษตรกรยังคงพึ่งพาสารเคมี มีแนวโน้มว่าจะไม่มีตลาดรองรับสินค้าปนเปื้อนเหล่านี้ และไม่อาจแข่งขันกับสินค้าปลอดสารพิษอื่นได้

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับเกิดจากการใช้มาตรฐานเดียวกันของภูมิภาคคือ สามารถใช้วัตถุดิบจากประเทศที่มีต้นทุนต่ำ หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีทรัพยากรพร้อมกว่า เพื่อผลิตและส่งออกไปยังอาเซียนและประเทศที่สาม ในส่วนของโอกาสทางการค้าจะเกิดจากการขยายการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรรวมกันถึง 580 ล้านคน

แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ สินค้าเกษตรกรรมไทยจะมีคู่แข่งทางการค้ามากขึ้น เกิดการเคลื่อนย้ายทุนและแรงงานฝีมืออย่างเสรีจากการยกเลิกภาษีนำเข้าเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ (Skilled labor) ไปยังประเทศที่มีค่าตอบแทนสูงกว่าในกลุ่ม 7 อาชีพเสรี คือ วิศวกร, พยาบาล, สถาปนิก, การสำรวจ, นักบัญชี, ทันตแพทย์ และแพทย์

ส่วนผลกระทบต่อสินค้าเกษตรกรรมอย่าง ข้าว ที่ไทยสามารถผลิตได้ในปริมาณมาก ทว่าเวียดนามสามารถผลิตในปริมาณที่เท่ากันด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า เนื่องจากผลผลิตต่อไร่สูง ระบบชลประทานมีประสิทธิภาพปลูกได้หลายครั้งใน 1 ปี ต่างกับไทยที่ปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง ด้าน ข้าวโพดและถั่วเหลือง ตอนนี้ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภคในประเทศ จึงมีการนำเข้า หากต้องนำเข้าข้าวโพดระยะยาว เกษตรกรอาจต้องเปลี่ยนพืชที่ปลูกหรือเปลี่ยนอาชีพไปเลย

ทางรอด AEC กับเกษตรอินทรีย์

หากยังคงยึดหลักเน้นจำนวนผลิตที่มาก สวย แต่ไร้คุณภาพ ทางรอดของเกษตรกรก็คงเหลือน้อยเต็มที เพราะในปัจจุบันแม้จะเล็งเห็นแล้ว แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังคงยากจนอยู่ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะ ปรับ เปลี่ยน วิธีการ เปิดรับสิ่งใหม่ๆ พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ เริ่มต้นหันหน้าสู่ความเป็น เกษตรพอเพียง อย่างเต็มตัวในตอนนี้ก็ไม่สายเกินไป